ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2526

ประเด็นกฎหมาย

การคำนวณค่าล่วงเวลารายชั่วโมงของค่าครองชีพที่รัฐวิสาหกิจจ่ายให้แก่ลูกจ้างรายชั่วโมง ควรใช้ตัวหาร 30 หรือ 21.75

หลักกฎหมาย

ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างประเภทหนึ่งที่จ่ายในอัตราเหมาเดือน มิได้จ่ายเฉพาะวันที่มาทำงาน และไม่มีการหักวันหยุด วันลาต่าง ๆ แตกต่างจากการจ่ายค่าจ้างปกติของโจทก์ซึ่งถือว่าในหนึ่งเดือนมีเวลาทำงาน 21.75 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรี กรณีลูกจ้างรายวันให้ได้รับค่าครองชีพตามข้อ 1.1 หารด้วย 30 ดังนั้นการใช้ 30 เป็นตัวหา

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน (ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ยกฟ้อง)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ไม่มีการจ่ายค่าจ้างในวันหยุด จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้โจทก์เดือนละ 300 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี จำเลยคำนวณค่าล่วงเวลาโดยนำค่าครองชีพหารด้วย 8 x 30 (300/(8x30)) โจทก์เห็นว่าควรใช้ 8 x 21.75 เป็นตัวหาร (300/(8x21.

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2526นายบุญโรม ขันทมาตรโจทก์กระทรวงการคลัง กับพวกจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2, ข้อ 26, ข้อ 29, ข้อ 39เมื่อค่าครองชีพซึ่งรัฐวิสาหกิจจ่ายให้ตามมติของคณะรัฐมนตรีเป็นค่าจ้างประเภทหนึ่งซึ่งจะต้องจ่ายในอัตราเหมาเดือนมิได้จ่ายให้เฉพาะวันที่มาทำงานและไม่มีการหักวันหยุดวันลาต่างๆ อันแตกต่างกับการจ่ายค่าจ้างรายชั่วโมงตามปกติของโจทก์ ดังนั้นการคำนวณค่าล่วงเวลารายชั่วโมงของค่าครองชีพให้แก่โจทก์จึงต้องเอาจำนวนค่าครองชีพหารด้วย 30 คูณด้วย 8(จำนวนชั่วโมงที่โจทก์ทำงานแต่ละวัน) หาใช่เอา21.75 อันเป็นวันทำงานโดยเฉลี่ยของโจทก์ในแต่ละเดือนคูณด้วย 8 มาเป็นตัวหารไม่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่งทำงาน 5 วัน ไม่มีการจ่ายค่าจ้างในวันหยุดโจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยเฉลี่ยเป็นรายเดือนเท่ากับอัตราชั่วโมงคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในหนึ่งวันคูณด้วยจำนวนวันโดยเฉลี่ยต่อหนึ่งเดือน เท่ากับ อัตราค่าจ้างชั่วโมงละ x 8 x 21.75 จำเลยคำนวณค่าจ้างของโจทก์โดยวิธีดังกล่าวในการจ่ายเงินทุกชนิดให้แก่โจทก์ เช่น โบนัส ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง แต่เมื่อจำเลยจ่ายค่าครองชีพให้แก่โจทก์เดือนละ 300 บาท จำเลยเฉลี่ยรายชั่วโมงเพื่อนำมาคิดค่าล่วงเวลาโดยวิธีหารเฉลี่ยด้วย เศษ 300 ส่วน 8 x 30 ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการทำงานของโจทก์และในการคิดค่าจ้างตามปกติให้โจทก์ จำเลยควรจะต้องคำนวณโดยเฉลี่ยจาก เศษ 300 ส่วน 8 x 21.75 จึงจะถูกต้อง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับค่าจ้างโดยเฉลี่ยของเงินค่าครองชีพน้อยลงเมื่อโจทก์ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงาน