การคำนวณเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวเมื่อลูกจ้างถูกลดขั้นเงินเดือนก่อนออกจากงาน ต้องถือเงินเดือนภายหลังลดเป็นฐานคำนวณ
เมื่อลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยลดขั้นอัตราเงินเดือนแล้ว การลงโทษย่อมมีผลนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง เงินเดือนเดือนสุดท้ายที่นำมาเป็นฐานคำนวณเงินสงเคราะห์ต้องถือตามเงินเดือนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายหลังลดขั้นอัตราเงินเดือนแล้ว
เงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ที่จะนำมาเป็นฐานคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวต้องถือตามเงินเดือนที่โจทก์มีสิทธิได้รับภายหลังลดแล้วคือ 3,415 บาท พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง
โจทก์เป็นพนักงานรักษารถ ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยเสพสุรา จำเลยมีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนจาก 3,695 บาท เหลือ 3,415 บาท ต่อมาโจทก์ลาป่วยเป็นเวลานานและถูกสั่งให้ออกจากงานฐานหย่อนความสามารถ โดยคำสั่งออกจากงานระบุเงินเดือน 3,415 บาท
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2314/2525นายอุบล ไตรภูมิโจทก์การรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2, ข้อ 46ข้อบังคับของนายจ้างว่าด้วยกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานได้กำหนดการคำนวณเงินสงเคราะห์โดยถือหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเกณฑ์คำนวณ เมื่อลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยลดขั้นอัตราเงินเดือนแล้วถูกสั่งให้ออกจากงานฐานหย่อนความสามารถ เงินเดือนเดือนสุดท้ายของลูกจ้างที่นำมาเป็นฐานคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์ก็ต้องถือตามเงินเดือนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายหลังลดขั้นอัตราเงินเดือนแล้วโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ เงินเดือนสุดท้าย 3,695 บาท ค่าครองชีพ 300 บาท โจทก์ถูกสั่งให้ออกจากงาน จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ขาดไป 1,680 บาท และจ่ายเงินสงเคราะห์ขาดไป 8,960 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ก่อนที่จำเลยจะให้โจทก์ออกจากงาน โจทก์กระทำผิดวินัยถูกลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น จากอัตราเงินเดือน 3,695 บาท เหลือเป็นอัตราเงินเดือน 3,415 บาท จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์และค่าชดเชยให้โจทก์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 1,680 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่จะนำมาเป็นฐานในการคำนวณเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวมีจำนวนเดือนละเท่าใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพนักงานรักษารถถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยฐานเสพสุราจนทำให้เกิดการขัดข้องหรือเสียหายแก่กิจการรถไฟ จำเลยตั้งกรรมการขึ้นเพื่อทำการสอบสวน ในที