ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของนิติบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจ การบอกเลิกสัญญาเมื่อกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ และสิทธิเรียกค่าบำเหน็จนายหน้า
นิติบุคคลที่จะเป็นตัวแทนฟ้องความแทนผู้อื่นตามที่ได้รับมอบอำนาจ ไม่จำต้องมีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนฟ้องความอีกต่างหาก ถ้าเรื่องที่เป็นความอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น เมื่อคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ การบอกเลิกสัญญาจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรบอกกล่าวให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาก่อ
จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย ให้จำเลยรับผิด 3 ใน 4 ส่วนของค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมดอกเบี้ย และจำเลยต้องใช้ค่าบำเหน็จนายหน้าแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตราร้อยละสองของราคาซื้อขายถั่วเขียว พร้อมดอกเบี้ย
โจทก์ที่ 1 ไม่จัดหาเรือมารับสินค้างวดแรกตามกำหนด เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่จำเลยยังส่งมอบสินค้างวดที่ 2 และขอให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาต่อไป โดยไม่ถือว่าโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญา ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรบอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาก่อน โจทก์ที่ 2 เป็นนายหน้าชี้ช่องให้โจทก์
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2791 - 2792/2524บริษัทจำกัด แซมวอร์ดฯโจทก์บริษัทจำกัด รวมพืชเอ็กซ์ปอร์ตจำเลย ป.พ.พ. ม. 387 ป.วิ.พ. ม. 47, ม. 60 ป.รัษฎากร นิติบุคคลที่จะเป็นตัวแทนฟ้องความแทนผู้อื่นตามที่ได้รับมอบอำนาจไม่จำต้องมีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนฟ้องความอีกต่างหากถ้าเรื่องที่เป็นความอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 263/2503) หนังสือมอบอำนาจทำขึ้นในต่างประเทศ มีการรับรองโดยเจ้าหน้าที่ศาลแห่งเมืองนั้นโดยมีสถานกงสุลไทยรับรองมาอีกชั้นหนึ่งว่าตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจเป็นตราที่ถูกต้องของศาลชั้นสูงใบมอบอำนาจนี้ถือว่าถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร โจทก์และจำเลยมีเจตนาจะให้วัตถุประสงค์แห่งสัญญาซื้อขายเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยก็ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 387 แต่เมื่อจำเลยมิได้บอกเลิกสัญญากลับขอให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาต่อไปโดยไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา ถือว่าจำเลยและโจทก์มิได้ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญต่อไป ต่อมาจำเลยจะบอกเลิกสัญญากับโจทก์ทันทีไม่ได้ต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาก่อน เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ชี้ช่องให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ทำสัญญากันเสร็จจำเลยก็ต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามที่จำเลยกับโจทก์ที่ 2 ได้ตกลงกันไว้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคู่สัญญาจะได้ปฏิบัติตามสัญญานั้นในเวลาต่อไปหรือไม่โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริ