ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2513

ประเด็นกฎหมาย

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทลงโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก แต่ศา

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกเกินหนึ่งปีหรือปรับเกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้ไขมากก็ตาม

คำวินิจฉัย

ให้ยกฎีกาโจทก์ร่วม เนื่องจากฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยอายุ 15 ปี 6 เดือนเศษ ถูกฟ้องในข้อหามีอาวุธปืนและพาไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยใช้อาวุธปืนยิงแต่ผู้เสียหายไม่ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมในสถานพินิจฯ ขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี ศาลอุทธรณ์แก้เป็นให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาโด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2513พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นายประเสริฐ ตั้งบุญหนุนโจทก์นายธำรง หรือฮั้ว ประทิพพรกุลจำเลย ป.วิ.อ. ม. 220 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ในกรณีที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อันเป็นบทหนักโดยจำคุก 5 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกโดยให้ส่งตัวไปฝึกอบรม ณ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปีขั้นสูง 3 ปีแต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าความผิดจำเลยปรับด้วยมาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 และให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดา โดยวางข้อกำหนดให้ระวังจำเลยมิให้ก่อเหตุร้าย มิฉะนั้นต้องชำระเงินหนึ่งพันบาทต่อการที่จำเลยก่อเหตุร้ายแต่ละครั้ง และให้จำเลยมารายงานตัวต่อสถานพินิจและคุ้มครองเด็กทุก 6 เดือนนั้น การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งบทลงโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเช่นนี้ ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก แต่เนื่องจากศาลทั้งสองได้เปลี่ยนแปลงโทษจำคุกเป็นอย่างอื่น ซึ่งถือว่าศาลทั้งสองมิได้พิพากษาจำคุกเกิน 1 ปี หรือปรับเกินพันบาทกรณีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางในข้อหามีอาวุธปืนพกและกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตและพาไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า หากแต่ผู้เสียหายไม่ตายสมเจตนาของจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 731, 91จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและพาไปในที่สาธารณะ แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าศาลคดีเด็กและเ