ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2526

ประเด็นกฎหมาย

สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และการอ้างมาตรา 1299 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หลักกฎหมาย

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนเช่นโฉนดที่ดิน ผู้มีชื่อใน น.ส.3 จึงไม่อาจอ้างมาตรา 1299 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยันกับผู้ครอบครองที่ดินตามความเป็นจริงได้ สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าต้องได้มาโดยการยึดถือตามความเป็นจริงตามมาตรา 1367

คำวินิจฉัย

จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,800 บาทแทนจำเลยด้วย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ก่อนที่ผู้โอนจะขอออก น.ส.3 และโอนขายให้แก่โจทก์ โจทก์ซื้อที่ดินโดยทราบว่าจำเลยครอบครองอยู่แล้ว และโจทก์หรือผู้โอนไม่เคยยึดถือที่ดินตามความเป็นจริง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2526นางมาลัย รัตนวรรณีโจทก์นายจอม วิชาหาจำเลย ป.พ.พ. ม. 1299, ม. 1373 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หนังสือรับรองการทำประโยชน์มิใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้มีชื่อในหนังสือ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นในทางทะเบียนเช่นเดียวกับโฉนดที่ดิน ฉะนั้นโจทก์ผู้ซื้อที่ดินจึงไม่อาจอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299 มาใช้ยันกับสิทธิของจำเลยผู้ครอบครองที่ดินนั้นได้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้องต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำฟ้องคำให้การและทางนำสืบของโจทก์จำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หมาย จ.1 ซึ่งออกให้แก่นางส้อย เพาะแก้ว เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2511 และนางส้อย เพาะแก้ว ขายให้นางบุญตา ร่องวารี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2511 นั่นเอง ต่อมานางบุญตาได้แบ่งขายที่แปลงนี้ให้กับนางอำนวย แซ่ตั้ง 42 ตารางวา ให้กับนายบ่าย ศรีเจริญ 48 ตารางวา ให้กับนางจำนงค์ พิทักษ์วาปี 56 ตารางวา และให้กับนางสัมฤทธิ์ โขลา 1 งาน 80 ตารางวา คงเหลือที่ดินอีก 2 งาน 64 ตารางวาเป็นที่ดินพิพาท นางบุญตาขายให้กับโจทก์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2523 ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางบุญตานั้นโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองใช่หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางบุญตาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2523 และมีนางบุญตาผู้ขายที่ด