การเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ต้องพิจารณาสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญ ไม่ใช่ถือเอาแชสซีส์เป็นหลัก และเมื่อจดทะเบียนเป็นรถยนต์กระบะแล้ว ได้รับยกเว
การเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่ มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญ
พิพากษายืน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2
จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุกและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานขนส่ง ต่อมามีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่ง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6951/2543พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นาง สุดาภรณ์ วสุโสภณ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534 พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 161, ม. 162การเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตนั้นต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุก และเจ้าพนักงานสำนักงานขนส่งได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่าถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ส่วนกรณีที่รถยนต์ของกลางได้มีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งในเวลาต่อมานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์ของกลางให้มีสภาพเป็นรถยนต์นั่ง ลำพังแต่การกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเข้าอะไหล่มาประกอบเป็นรถยนต์แล้วขายไป หาเพียงพอที่จะให้ จำเลยทั้งสองเสียภาษีสรรพสามิตตามฟ้องไม่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 กับพวกที่หลบหนีร่วมกันครอบครองรถยนต์ประเภทนั่งตรวจการณ์ส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า เซิฟ สีแดง โดยจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ร่วมกันนำแชสซีส์และเครื่องยนต์ดังกล่าว ซึ่งนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผ่านศุลกากรถูกต้องแล้วมาผลิตเป็นรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิตและมิได้รับการยกเว้นใด ๆ ซึ่งภาษีสรรพสามิต และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันขายรถยนต์คันดังกล่าวให้ผู้มีชื่อ ต่อมาจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 รู้ว่ารถยนต์นั้นเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต และมิได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 162จำเล