ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2524

ประเด็นกฎหมาย

ผู้อำนวยการที่มีอำนาจกระทำการแทนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีฐานะเป็นลูกจ้างขององค์การหรือไม่ การพ้นตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นการเลิกจ

หลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะมีฐานะเป็นนายจ้างตามคำนิยามของนายจ้างในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 ก็เป็นนายจ้างของพนักงานของจำเลย มิใช่เป็นนายจ้างของจำเลย สำหรับฐานะระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์เป็นผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้าง โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยตามคำนิยามของลูกจ้าง การที่โจทก์

คำวินิจฉัย

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย การพ้นตำแหน่งเป็นการเลิกจ้าง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และเงินบำเหน็จที่โจทก์ได้รับไม่ถือเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการของจำเลย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 24,850 บาท มีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลย และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ต่อมาโจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และได้รับบำเหน็จเป็นเงิน 400,000 บาทเศษ ตามข้อบังคับขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์พนั

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2524นายบุญชู เพียรพานิชโจทก์องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน โจทก์เป็นผู้อำนวยการมีอำนาจกระทำการแทนองค์การจำเลยฐานะระหว่างโจทก์จำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน โจทก์พ้นตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ถือเป็นการเลิกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชย เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์พนักงานตามข้อบังคับของจำเลยที่ให้ถือเป็นเงินชดเชย ก็ไม่ใช่เงินชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจำเลยยังต้องจ่ายแก่โจทก์ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินชดเชยแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการของจำเลย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 24,850บาท มีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลย และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ต่อมาโจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และได้รับบำเหน็จเป็นเงิน 400,000 บาทเศษ ตามข้อบังคับขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2522 ไปแล้วบำเหน็จนี้ตามข้อบังคับดังกล่าวให้ถือว่าเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานมีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้องหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้าง มิใช่ลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่โจทก์เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยนั้น แม้โจทก์จะมีฐานะเป็นนายจ้างตามคำนิยามของนายจ้างในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 ก็เป็นนายจ้างของพนักงานของจำเลยมิใช่เป็นนายจ้างของจำเลย สำหรับฐานะระห