ที่พิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายหรือไม่ และโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่
การที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกต้นพู่ระหงเป็นแนวเขต โดยเว้นที่ไว้ให้เป็นทางคนเดินและประชาชนใช้ติดต่อกันหลายสิบปี โดยมิได้หวงห้ามหรือสงวนสิทธิ แสดงว่าได้อุทิศที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย และการเป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนหรือหลักฐานของทางราชการ ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของ
พิพากษายืน ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแนวเขตทางสาธารณประโยชน์กว้าง 2.60 เมตร ภายในเส้นสีแดงทึบตามแผนที่พิพาท
เจ้าของที่ดินเดิมปลูกต้นพู่ระหงเป็นแนวเขตที่ของตน โดยเว้นที่นอกเขตรั้วพู่ระหงไว้ให้เป็นทางคนเดิน และประชาชนใช้ทางสายนี้ติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเจ้าของที่ดินมิได้หวงห้ามหรือสงวนสิทธิ ทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 2.60 เมตรโดยเฉลี่ย จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้บุคคลอื่น แต่ที่ดินส่วนที่เป็นทางสาธารณ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2524กรุงเทพมหานครฯ กับพวกโจทก์บริษัท ส.ภาณุรังษีฯ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 1304 พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมได้ปลูกต้นพู่ระหงไว้เป็นแนวเขตที่ของตนโดยเว้นที่นอกเขตรั้วพู่ระหงไว้ให้เป็นทางคนเดินและประชาชนได้ใช้ทางสายนี้ติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินมิได้หวงห้ามหรือสงวนสิทธิไว้แต่ประการใดนั้น แสดงว่าได้อุทิศที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วโดยปริยาย และการที่จะเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือทางหลวงนั้น ก็หาจำต้องมีทะเบียนหรือมีหลักฐานของทางราชการสงวนสิทธิไว้แต่ประการใดไม่ ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา การที่จำเลยโอนที่พิพาทอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้บุคคลอื่น จึงใช้บังคับไม่ได้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางสาธารณประโยชน์ได้ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา122 กำหนดให้กรมการอำเภอมีหน้าที่คอยตรวจตรารักษาที่อันเป็นสาธารณประโยชน์มิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัว ต่อมามี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 40 วรรคสาม ได้ให้อำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอโอนไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอ และตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ได้บัญญัติให้หัวหน้าเขตมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายใด ๆ บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอและหัวหน้าส่วนอำเภอ โจทก์ในฐานะหัวหน้าเขตบางกอกน้อยผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษาทางสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ย