การตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นของบริษัทที่มีกำไรสุทธิ และการนำราคาส่วนที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา
การตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถือเป็นกำไรหรือรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (3) ห้ามมิให้ตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เว้นแต่กิจการมีกำไรสุทธิอยู่แล้ว เมื่อโจทก์เลือกตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและนำลงในงบดุลที่ยื่นประกอบรายการเสียภาษีอย่างเป็นทางการ โจท
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
โจทก์ประกอบกิจการมีกำไรสุทธิ และได้ตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจำนวน 9,888,426.23 บาท โดยนำราคาส่วนที่เพิ่มขึ้นไปลงไว้ในประเภทเงินสำรองอื่น ๆ ในงบดุล โดยไม่ผ่านบัญชีกำไรขาดทุน และยื่นงบดุลต่อจำเลยประกอบรายการเสียภาษีอย่างเป็นทางการ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1019/2524บริษัทรองเท้าบาจาแห่งประเทศไทย จำกัดโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ปัญหาเรื่องการหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ไม่ใช่เหตุที่ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (3) บัญญัติห้ามมิให้ตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ในกรณีที่กิจการขาดทุนหรือไม่มีกำไรเมื่อโจทก์ตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น และนำลงไว้ในงบดุลซึ่งยื่นประกอบรายการเสียภาษีอย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องนำราคาทรัพย์สินส่วนที่โจทก์ตีราคาเพิ่มขึ้นนั้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "การตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก็ดีการขายทรัพย์สินไปในราคาที่สูงเกินกว่าราคาทุนก็ดี ราคาส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือสูงเกินกว่าราคาทุนนั้น ย่อมถือว่าเป็นกำไรหรือรายได้ที่จะต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการด้วย เพราะมีผลทำให้ยอดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหรือขาดทุนสุทธิน้อยลง กรณีขายทรัพย์สิน กิจการจะมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ก็อาจขายทรัพย์สินไปได้โดยไม่มีกฎหมายห้ามแต่กรณีตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิบัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ฯลฯ(3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้ จะมิได้มีการตีราคาเพิ่มขึ้นก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่ ฯลฯ(6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให