การตีความระเบียบของจำเลยเกี่ยวกับสิทธิรับเงินบำเหน็จและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
ตามระเบียบข้อ 5 วรรคสุดท้าย ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่เกินกว่าค่าชดเชยเท่านั้น มิใช่มีสิทธิได้รับทั้งค่าชดเชยและเงินบำเหน็จทั้งหมด
พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยอีก เพราะจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยรวมอยู่ในเงินที่จ่ายให้โจทก์แล้ว
โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและถูกเลิกจ้าง จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 64,920 บาทตามระเบียบของจำเลย โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย 17,160 บาทเพิ่มเติม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2524นายทองพูน ลักษณลม้ายโจทก์คุรุสภาจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยมีว่า ถ้าลูกจ้างได้รับเงินชดเชยอยู่แล้วไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จ ถ้าเงินชดเชยต่ำกว่าเงินบำเหน็จให้จ่ายเงินบำเหน็จเท่ากับส่วนที่ต่ำกว่าระเบียบ ดังนี้มิได้หมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับทั้งค่าชดเชยและเงินบำเหน็จ จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่เกินกว่าค่าชดเชยเท่านั้นศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินบำเหน็จตามระเบียบของจำเลยเป็นเงินสงเคราะห์ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างสำหรับความดีความชอบที่ได้ทำงานด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาต่อเนื่องกันและต้องออกจากงานโดยไม่มีความผิดทางวินัย เป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์ที่ยิ่งกว่าการให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง จึงไม่ใช่ค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โดยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 17,160 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ได้พิเคราะห์แล้ว ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางนั้นก็มิได้วินิจฉัยว่าเงินบำเหน็จตามระเบียบของจำเลยถือได้เป็นค่าชดเชย และเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 17,160 บาท จึงตั้งปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชย 17,160 บาทแก่โจทก์นอกเหนือไปจากเงินจำนวน 62,920 บาทที่จำเลยได้จ่ายให้แก่โจทก์ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญ และเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา พ.ศ. 2503 อีกหรือไม่ ปรากฏว่าตามระเบียบข้อ 5 วรรคสุดท้าย มีความว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ใดมีสิทธิได้รับทั้งเงินชดเชยตามป