ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2524

ประเด็นกฎหมาย

การประปานครหลวงเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ และพนักงานของการประปานครหลวงมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงง

หลักกฎหมาย

การดำเนินกิจการสาธารณูปโภคมิใช่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจการที่มิได้มุ่งหวังกำไรโดยเด็ดขาดหรือเป็นกิจการที่ให้เปล่า กิจการของการประปานครหลวงอาจมีได้ทั้งกำไรและขาดทุน ตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 85 เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วเงินเหลือให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ เงินที่นำส่งดังกล่าวคือกำไ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 39,575.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตามนิยามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 จำเลยเรียกชื่อลูกจ้างประจำว่า 'พนักงาน' แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังคงเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 15 บัญญัติให้พนักงานของจำเลยเป็นเจ้าพน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2153/2524นายอัมพร ทัพศาสตร์โจทก์การประปานครหลวงจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 การดำเนินกิจการสาธารณูปโภคนั้น มิใช่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจการที่มิได้มุ่งหวังกำไรโดยเด็ดขาดหรือเป็นกิจการที่ให้เปล่า กิจการของการประปานครหลวงอาจมีได้ทั้งกำไรและขาดทุน นอกจากนี้ในด้านรายได้กฎหมายก็ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อมีเงินเหลือจากค่าใช้จ่าย ค่าสัมภาระเงินสงเคราะห์ ประโยชน์ตอบแทน โบนัส เงินสำรอง และเงินลงทุนแล้วให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ ดังนั้น เงินที่นำส่งเป็นรายได้ของรัฐก็คือกำไรจากกิจการของจำเลยนั่นเอง กิจการของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานการที่พระราชบัญญัติการประปานครหลวงฯ กำหนดให้พนักงานของจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญานั้นเป็นเพียงกำหนดฐานะของพนักงานของจำเลย ซึ่งตามปกติถือไม่ได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ให้มีฐานะอย่างเจ้าพนักงานเพื่อประโยชน์ในการติดต่อและปฏิบัติงานกับบุคคลภายนอกและความรับผิดทางอาญา ซึ่งพนักงานของจำเลยได้กระทำต่อจำเลยหรือรัฐซึ่งเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยคงเป็นไปในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างอยู่นั่นเอง ถึงหากจำเลยจะเรียกชื่อลูกจ้างประจำเป็นพนักงาน ก็หาได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 39,575.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่ากิจการของจำเลยเป็นกิจการสาธารณูปโภค มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงกำไรในทางเศรษฐกิจ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับปร