ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087/2524

ประเด็นกฎหมาย

การส่งหนังสือทวงหนี้โดยประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์รายวันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนด 14 วันหรือไม่

หลักกฎหมาย

เมื่อการส่งหนังสือทวงหนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมดาเพราะไม่พบผู้ร้องและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะส่งโดยวิธีอื่นแทน คือประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งถือเป็นการลงโฆษณาตามมาตรา 79 แล้ว และเมื่อผู้ร้องมิได้ปฏิเสธหนี้ภายใน 14 วัน ถือเป็นหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 119 วรรคแร

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ผู้ร้องเป็นกรรมการบริษัทและถือหุ้นค้างชำระ 200,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหนังสือทวงหนี้ทางไปรษณีย์ไปยังภูมิลำเนาแต่ส่งไม่ได้เพราะผู้ร้องย้ายออกไปแล้วและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน จึงประกาศทวงหนี้ทางหนังสือพิมพ์ 3 วัน ผู้ร้องไม่ชำระหรือปฏิเสธหนี้ภายในกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งให้ผู้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087/2524กรมสรรพากรโจทก์บริษัท สหวิศวบูรพา จำกัดจำเลยนายวิสัย สุขไพศาลผู้ร้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. ม. 79 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 การส่งหนังสือทวงหนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมดาเพราะไปไม่พบผู้ร้อง คนในบ้านว่าย้ายไปแล้ว และนายทะเบียนท้องถิ่นว่าไม่มีชื่อผู้ร้องในบ้าน ต้องส่งโดยวิธีอื่นแทน คือส่งไปประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์รายวัน ถือได้ว่าเป็นการลงโฆษณาตามความหมายของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 79 แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง มีผลให้ผู้ร้องเสียหายเพราะไม่ได้รับการพิจารณา หรือสอบสวนใหม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 146 ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดเวลา14 วัน นับแต่วันที่ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องชำระหนี้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่สั่งให้ผู้ร้องชำระหนี้และไม่กำหนดค่าทนายความให้ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หลังจากศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทสหวิศวบูรพา จำกัด จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจเอกสารที่ได้รับจากสำนักงานห้างหุ้นส่วนบริษัทกลาง พบว่าผู้ร้องเป็นกรรมการบริษัทจำเลยตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ถึง พ.ศ. 2510 และถือหุ้นอยู่จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท ชำระแล้วหุ้นละ 600 บาท คงค้างอยู่หุ้นละ 400 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ตามหลักฐานที่ปรากฏในคำขอจดทะเบียนบริษัท และบัญชีผู้ถือหุ้น ผู้ร้องมีภูมีลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 67 ถนน