ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39 - 40/2525

ประเด็นกฎหมาย

สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน หรือไม่ และการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างที่ต้องจ่าย

หลักกฎหมาย

1. สำนักงานธนานุเคราะห์ดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับธุรกิจของเอกชน มีการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนก็ตาม การจ้างพนักงานจึงอยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน 2. การที่พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างอย่างหนึ่ง หาใช่เ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองสำนวน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ ดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับธุรกิจของเอกชน มีการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความทุกข์ยากก็ตาม โจทก์ถูกให้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ (อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์) จำเลยมีระเบียบสำนักงานธนานุเคราะห์ว่าด้วยเงินสะสมและเงินสมทบ พ.ศ. 2

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39 - 40/2525นายเจตร วิชัยไพบูลย์โจทก์กรมประชาสงเคราะห์จำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดกิจการที่มิให้ใช้บังคับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ ดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับธุรกิจของเอกชน ซึ่งอยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน การที่พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างอย่างหนึ่งหาใช่เป็นการออกจากงานโดยผลของกฎหมายไม่ และไม่ใช่เป็นการจ้างที่มีกำหนดเวลาแน่นอน การจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน เป็นหน้าที่ซึ่งกฎหมายบังคับให้นายจ้าง ต้องปฏิบัติหลักเกณฑ์ในการจ่ายก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้นั้นนายจ้างหามีอำนาจที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชยขึ้นเองให้ขัดแย้งกับประกาศดังกล่าวไม่ เงินค่าครองชีพเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานปกติของลูกจ้าง แม้จะเป็นการชั่วคราวแต่ก็เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะปรับปรุงโครงสร้างค่าจ้างให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น ค่าครองชีพจึงเป็นค่าจ้างส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องนำมาคำนวณค่าชดเชยด้วยศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสถานธนานุเคราะห์ขึ้นก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความทุกข์ยาก เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงรับจำนำของเอกชน มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ การจ้างโจทก์จึงมิได้อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานนั้น ศาลฎีกาเห