ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2525

ประเด็นกฎหมาย

การให้กู้ยืมเงินโดยจำกัดบุคคลและมีเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการค้า ถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์อันต้องเสียภาษีการค้าหรือไม่

หลักกฎหมาย

การประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์อย่างหนึ่ง หากผู้ประกอบการค้าใดได้กระทำกิจการให้กู้ยืมเงินโดยปกติก็ต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 2.5 ของค่าดอกเบี้ยที่ได้รับ แม้จะจำกัดตัวบุคคลผู้กู้และมีเงื่อนไขในการกู้ก็ตาม ก็ไม่พ้นจากการประกอบธุรกิจในการให้กู้ยืม

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าการให้กู้ยืมเงินของโจทก์เป็นการประกอบกิจการโดยปกติในทางการค้าของโจทก์ ถือเป็นกิจการของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าร้อยละ 2.5 ของค่าดอกเบี้ยที่ได้รับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ประกอบธุรกิจหลักคือการนำเข้าผลิตและจำหน่ายรถยนต์ โจทก์ให้เอเย่นต์หรือลูกค้ากู้เงินไปสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องปฏิบัติตามโครงการส่งเสริมการค้าของโจทก์ โจทก์ให้กู้เฉพาะลูกค้าที่ซื้อรถไปจำหน่าย ไม่ได้รับฝากเงินจากบุคคลทั่วไป ให้กู้โดยใช้เงินทุนของตนเอง ระหว่างเดือนธันวาคม 2517

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2525บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 78, บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 12ประมวลรัษฎากรมาตรา78 และบัญชีอัตราภาษีการค้าลำดับที่12 ถือว่าการประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์อย่างหนึ่ง แม้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์จะให้ลูกค้ากู้ยืมเงินโดยจำกัดตัวบุคคลผู้กู้ และมีเงื่อนไขในการกู้ว่า ต้องนำเงินกู้นั้นไปปฏิบัติตามโครงการส่งเสริมการค้าของโจทก์ก็ตาม ก็ย่อมไม่พ้นจากการประกอบธุรกิจในการให้กู้ยืมเงิน เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ยังต้องการดอกเบี้ยจากผู้กู้อยู่นั่นเองเมื่อการให้กู้ยืมเงินของโจทก์เป็นการประกอบกิจการโดยปกติในทางการค้าของโจทก์ จึงถือเป็นกิจการของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าร้อยละ2.5 ของค่าดอกเบี้ยที่ได้รับ(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2525)โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการค้าหลักโดยปกติคือการนำเข้าผลิตและจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ เพื่อเป็นการส่งเสริมการจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ โจทก์ได้ให้เอเย่นต์หรือลูกค้าจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์กู้เงินไปสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ ขยายโรงงานประกอบรถยนต์ โดยมีเงื่อนไขบังคับว่าเมื่อกู้ไปแล้วจะต้องปฏิบัติตามโครงการดังกล่าวจะนำเงินที่กู้ไปใช้ในกิจการอื่นไม่ได้ โจทก์มิได้มุ่งหากำไรจากดอกเบี้ย ทั้งโจทก์มิได้รับฝากเงินจากบุคคลทั่วไป โจทก์ให้กู้โดยใช้เงินทุนและผลกำไรของโจทก์เอง การให้กู้ของโจทก์จึงมิใช่กิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์อันจะต้องเสียภาษีการค้าประเภทธนาคารตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ระหว่างเดือนธันวาคม 2517 ถึงเดือนกันยายน 2520 โจทก์ให้กู้เพียง 23 ราย ได้ร