ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2527นางทองอยู่ กระตืองาน กับพวกโจทก์วัดปฐมบุตรอิศราราม กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 438 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตวัดจำเลยมาแต่เดิม โดยตอนออกโฉนดได้นำรังวัดเข้าไปในที่ดินของวัด แต่ไม่ว่าจะได้ออกโฉนดแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ในโฉนดมาเป็นเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผู้มีชื่อในโฉนดได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ออกโฉนดทับที่วัด ที่พิพาทยังคงเป็นของวัด การออกโฉนดทับที่ดินพิพาทมิใช่การกระทำของโจทก์ และมีการโอนกันมาแล้วหลายคน โจทก์ไม่มีโอกาสทราบเรื่องนี้ ทั้งโจทก์ครอบครองที่พิพาทต่อเนื่องมาจากเจ้าของคนก่อนเป็นการครอบครองที่พิพาทโดยสุจริต ทั้งจำเลยไม่ฟ้องทันทีที่โจทก์คัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลย ดังนี้โจทก์ไม่ควรต้องใช้ค่าเสียหายให้จำเลย เว้นแต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่พิพาทตามฟ้องแย้งเป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ทั้งสามจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างจากที่พิพาทพร้อมบริวารของโจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 42.50 บาท เป็นเวลา 10 ปี รวมถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน5,400 บาท และนับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าโจทก์ทั้งสามและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาทต่อไป ยกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์มีโฉนดแล้วคือโฉนดเลขที่ 2984 เนื้อที่ดิน 3 งาน 60 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.3 โฉนดดังกล่าวออกเมื่อ พ.ศ. 2459 เป็นโฉนดแบบเ