ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1697/2523กรุงเทพมหานครโจทก์นายแม้น ศรีรัฐจำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งให้ ส. พนักงานเทศบาลสามัญชั้นโทดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินภาษีโทและต่อมาโจทก์มีคำสั่งอีกฉบับหนึ่งแต่งตั้งให้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินภาษีโทเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษี เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่า ส. เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส. จึงมีอำนาจที่จะประเมินภาษีโรงเรือนและแจ้งการประเมินเรียกเก็บภาษีจากจำเลยได้และเมื่อ ส. ได้ไต่สวนตรวจตราก่อนทำการประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา24 โดยการไปตรวจดูบ้านทั้งสองหลังของจำเลยที่ทำเป็นหอพักและสอบถามจำนวนห้องกับอัตราค่าเช่าพร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามไปทางกรมประชาสงเคราะห์ด้วยแล้วจึงทำการประเมินและส่งใบแจ้งการประเมินไปยังจำเลยการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนดังกล่าวจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีโรงเรือน เงินเพิ่มและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 81,547.38 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ในปัญหาว่าการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนรายพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่านายเสน่ห์เดี่ยววณิชย์ ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามกฎหมาย การที่นายเสน่ห์ทำการประเมินภาษีโรงเรือนและแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระภาษีเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าโจทก์มีนายเสน่ห์เจ้าพนักงานผู้ประเมิน และนายธะนะกร คุณาวุฒิ หัวห