ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและเสพเฮโรอีนที่มีไว้นั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาคนละอันต่างกันหรือไม่
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าฝากเงินจำเลยไว้แต่นำสืบว่าฝากให้จำเลยไปฝากธนาคาร เป็นการแตกต่างกันเล็กน้อย ข้อใหญ่คือโจทก์อ้างว่าเงินอยู่ที่จำเลยและขอให้คืน จำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยรับฝาก ถ้าฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินไว้และยังอยู่ที่จำเลย ศาลก็บังคับให้คืนได้
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2512 โจทก์ได้ฝากเงิน 24,600 บาทไว้กับจำเลย โดยมิได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งว่าจะเรียกคืนภายใน 6 เดือน จำเลยรับฝากไว้โดยไม่เรียกร้องค่าบำเหน็จ ครบกำหนดแล้วโจทก์ทวงถาม จำเลยผัดผ่อนแล้วไม่นำเงินมาคืน จำเลยให้การว่าไม่เคยรับฝากเงินจากโจทก์
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15/2520พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์นายประเสริฐ เสวตอารีย์จำเลย ป.อ. ม. 91 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีเฮโรอีนฯ และเสพเฮโรอีนที่มีไว้นั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาคนละอันต่างกันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 20 ตรี กระทงหนึ่งกับ มาตรา 22 อีกกระทงหนึ่ง แก้ไขฉบับที่ 4 พ.ศ. 2504 มาตรา 7 และ 8โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2512 โจทก์ได้ฝากเงิน 24,600 บาทไว้กับจำเลย โดยมิได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบด้วยว่าโจทก์จะต้องเรียกเงินคืนภายใน 6 เดือน จำเลยได้รับฝากไว้โดยไม่เรียกร้องค่าบำเหน็จหรือค่ารักษาแต่อย่างใด เมื่อครบกำหนด 6 เดือนแล้ว โจทก์ทวงถามจำเลยผัดผ่อน ครบกำหนดที่ผัดผ่อนแล้วจำเลยก็ไม่นำเงินมาคืน และไม่ยอมทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ทนายโจทก์ได้ทวงถามไปยังจำเลย จำเลยไม่ยอมรับหนังสือทวงถาม โจทก์เสียหาย จำเลยต้องชดใช้ให้ โดยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี เป็นเงิน 3,796.15 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงิน 28,396.15บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยรับฝากเงินจากโจทก์ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2512 จำเลยรับราชการที่กรมไปรษณีย์โทรเลข โจทก์คิดไม่สุจริตยักยอกเงินที่เรี่ยไรมาได้แล้วโยนบาปมาให้จำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 24,600 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้ฝากเงินจำเลยไว้แต่นำสืบว่าโจทก์ได้ฝากเงินให้จำเลยไปฝากธนาคาร ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ยกขึ้นเป็นข้อตำหนิคดีของโจทก์นั้น เป็นเรื่องการแตกต่างกันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ข้อใหญ่ใจความของคดีคงอยู่ที่ว่า โจทก์ได้อ้