ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2539

ประเด็นกฎหมาย

ศาลไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งลงนิคหกรรมของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ในระหว่างที่คดียังอยู่ในชั้นฎีกา และไม่มีอำนาจสั่งให้รอการพิจารณาชั้นฎีกาไว้ก

หลักกฎหมาย

เมื่อคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา โจทก์ต้องรอฟังผลคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกาก่อน ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ได้ และการขอให้รอการพิจารณาชั้นฎีกาตามข้อ 35 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ใช้เฉพาะกรณีที่เรื่องที่นำมาฟ้อ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

นางสาวอรปวีณาฟ้องโจทก์ต่อคณะผู้พิจารณาเรื่องความผิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิก คณะผู้พิจารณาชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันว่าผิด มีคำสั่งให้สึก โจทก์ฎีกา คดียังอยู่ในชั้นฎีกา โจทก์ฟ้องนางสาวอรปวีณากับพวกเป็นคดีอาญาอีกสองคดีซึ่งเป็นคนละเรื่อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2539พระครูใบฎีกานิกร ธรรมวาทีโจทก์คณะผู้พิจารณาชั้นต้น กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 18, ม. 25 กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 23, ข้อ 24, ข้อ 25, ข้อ 26, ข้อ 27, ข้อ 35, ข้อ 45, ข้อ 53กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่11(พ.ศ.2521)ว่าด้วยการลงนิคหกรรมที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา18และมาตรา25แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505ตราไว้ในหมวด3วิธีพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมข้อ23ว่าการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมมี3ชั้นคือ(1)ชั้นต้น(2)ชั้นอุทธรณ์(3)ชั้นฎีกาข้อ24ว่าการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้นให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นฯลฯข้อ25ว่าการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ฯลฯข้อ26ว่าการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นฎีกาให้เป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมข้อ7ว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของมหาเถรสมาคมในกรณีพิจารณาการลงนิคหกรรมไม่ว่าในกรณีใดให้เป็นอันถึงที่สุดและข้อ35ว่าก่อนพิจารณาหรือในระหว่างพิจารณาถ้าปรากฏว่า(1)เรื่องที่นำมาฟ้องนั้นได้มีการฟ้องร้องกันในศาลฝ่ายราชอาณาจักรให้รอการพิจารณาเรื่องนั้นไว้ก่อนฯลฯเมื่ออ. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ต่อผู้พิจารณาเรื่องความผิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิกซึ่งคดีดังกล่าวคณะผู้พิจารณาชั้นต้นคือจำเลยที่1และคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์คือจำเลยที่2วินิจฉัยต้องกันว่าโจทก์ได้ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมาวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิกมีคำสั่งให้โจทก์สึกภายใน24ชั่วโมงแล้วและโจทก์ได้ยื่นฎีกาต่อคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกาคือจำเลยที่3และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของจำเลยที่3แล้วโจทก์ก็ต้องรอฟังผลของคำวินิจฉัยของจ