การรับโอนที่ดินโดยไม่สุจริตและการเพิกถอนนิติกรรม
เมื่อคู่ความตกลงท้ากันให้ศาลชี้ขาดประเด็นเดียวว่า จำเลยรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ และศาลฟังว่าจำเลยรับโอนโดยไม่สุจริต จำเลยย่อมแพ้คดีทั้งหมด แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องบิดาผู้โอน ศาลก็สามารถชี้ขาดว่าที่ดินเป็นสิทธิของโจทก์และเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ โดยคำพิพากษาไม่ผูกมัดบิดาซึ่งเป็นบุคคลภายนอก
ที่พิพาทเป็นสิทธิของเด็กชายพิทักษ์ ปัญญา โจทก์ ให้เพิกถอนการโอนตามสัญญาซื้อที่ดินทั้งสามฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2497 เสีย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทต่อไป จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาพร้อมค่าทนาย 100 บาทแทนโจทก์
โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายชื่นและนางบุญเซี่ยม ที่พิพาทเป็นสินสมรส เมื่อนางบุญเซี่ยมตาย ส่วนหนึ่งตกเป็นมรดกแก่โจทก์ นายชื่นมอบส่วนของตนให้โจทก์และสละสิทธิครอบครองโดยจดแจ้งเสียภาษีในนามโจทก์ ต่อมานายชื่นโอนขายที่พิพาทให้จำเลยทั้งสามในราคา 12,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2497 โจทก์และจำเลยตกลงท
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2500เด็กชายพิทักษ์ ปัญญา โดยนายเอี่ยวเล้ง รักเซ้ง ผู้ปกครองผู้เยาว์โจทก์นายอุ่นเรือน ฝั้นจะ ที่ 1 นายสา ใจสุนทร ที่ 2 นายประสาน ศรีวิลัย ที่ 3จำเลย ป.วิ.พ. โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเดิมเป็นของบิดามารดาโจทก์โจทก์ได้รับมรดกมารดามาส่วนหนึ่ง บิดาสละให้โจทก์อีกส่วนหนึ่ง แล้วบิดากลับเอาไปโอนขายให้จำเลย จำเลยรับโอนไว้โดยไม่สุจริต ขอเพิกถอนการโอน และแสดงว่าเป็นที่ของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นของบิดาโจทก์โอนขายให้จำเลยโดยสุจริต โจทก์จำเลยท้ากันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อเดียวว่า จำเลยรับโอนที่ดินจากบิดาโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ ดังนี้ เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยรับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์ย่อมชนะคดีและแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องบิดาด้วย ศาลก็ย่อมชี้ขาดทั้งในข้อที่ว่า ที่ดินเป็นสิทธิของโจทก์ และให้เพิกถอนนิติกรรมที่บิดาโจทก์โอนขายให้จำเลยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ (เด็กชายพิทักษ์) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายชื่นและนางบุญเซี่ยม ๆ ตายมาราว 10 ปีเศษแล้ว ปัจจุบันโจทก์อยู่ในความปกครองของนายเอี่ยวเล้ง โดยคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำพูน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทนี้โดยสงบโดยสุจริตเปิดเผยเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมา 10 ปีเศษแล้ว ตั้งแต่นางบุญเซี่ยม มารดาตายเป็นต้นมาทั้งนี้เพราะที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายชื่นบิดากับนางบุญเซี่ยมมารดา ส่วนหนึ่งแห่งที่พิพาทจึงเป็นมรดกตกอยู่แก่โจทก์และเมื่อนางบุญเซี่ยมตายไปแล้วนายชื่นได้มอบที่พิพาทส่วนของตนที่เหลือจากเป็นมรดกของนางบุญเซี่ยมให้แก่โจทก์ด้วย นอกนั้นนายชื่นยัง