การกระทำของจำเลยที่เข้าไปด่าพระภิกษุและเอาปราสาทผึ้งไปเตะเล่นในขณะที่พุทธศาสนิกชนชุมนุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเจ้าอาวาส เป็นคว
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและก่อให้เกิดการวุ่นวายในขณะที่พุทธศาสนิกชนชุมนุมกันนมัสการกระทำพิธีกรรมทางศาสนา จึงมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 173 และมาตรา 339 ข้อ 2 แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 173 อันเป็นบทหนัก และศาลฎีกาให้เปลี่ยนบทลงโทษเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207 ซึ่งเป็นบทที่
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่การวางบทลงโทษจำเลยให้เปลี่ยนเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207 ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายลักษณะอาญา
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2498 เวลากลางคืน ระหว่างที่พุทธศาสนิกชนประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเคน เจ้าอาวาสวัดกุดแข้ จำเลยทั้งสามเสพสุรามึนเมาเข้าไปในบริเวณวัด ขึ้นบนกุฎีพระภิกษุเคน เอาต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งลงไปที่พื้นดิน ใช้เท้าถีบเตะเสียหาย และใช้วาจาหมิ่นประมาทซึ่งหน้าพระภิกษุเ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2500พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดโจทก์นายสี หรือประสิทธิ์ ศรีโต ที่ 1 นายสมพงษ์ หรือหนูเจียม วรรณพฤกษ์ ที่ 2 นายสุพรม แก้วภู ที่ 3จำเลย ป.อ. ชาวบ้านประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเจ้าอาวาส จำเลยเข้าไปด่าพระภิกษุ และเอาปราสาทผึ้งไปเตะเล่น เป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา173 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าคดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง บางกระทงยุติเพียงศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2498 เวลากลางคืนระหว่างที่พุทธศาสนิกชนประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเคน สุนทะโร เจ้าอาวาสวัดกุดแข้ จำเลยบังอาจเสพสุรามึนเมาเข้าไปในบริเวณวัดแล้วขึ้นบนกุฎีพระภิกษุเคนเอาต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งซึ่งพุทธศาสนิกชนถวายพระภิกษุเคนลงไปที่พื้นดิน ใช้เท้าถีบเตะต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งเสียหายคิดเป็นเงิน 65 บาท โดยจำเลยมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายกับใช้วาจาหมิ่นประมาทซึ่งหน้าพระภิกษุเคนและว่าพระภิกษุเคนเป็นชู้กับนางเหลามารดาของนายสี จำเลย ทำให้พระภิกษุเคนได้รับความอับอายเสียชื่อเสียง เหตุเกิดที่ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายจำเลยทุกคนปฏิเสธข้อหาโจทก์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้ว เชื่อว่าระหว่างพระภิกษุเคนกับฝ่ายจำเลยได้มีสาเหตุต่อกันในลักษณะรุนแรงมาก่อนหน้าวันเกิดเหตุแล้ว คืนวันโจทก์หาจำเลยทั้งสามได้ไปในงานวัดและขึ้นไปบนกุฎีพระภิกษุเคน ข้อความที่จำเลยกล่าวตามคำให้การของพยานโจทก์ไม่ใช่เป็นหมิ่นประมาทซึ่งหน้า แต่เป็นการหมิ่นประมาทต่อชื่อเสียงพระภิกษุเคนต่อหน้าชาวบ้านที่ม