ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2500

ประเด็นกฎหมาย

หน้าที่ของผู้ขายในการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อขาย และสิทธิของผู้ซื้อในการฟ้องบังคับ

หลักกฎหมาย

ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งระบุว่าผู้ขายยอมขายที่ดินเฉพาะส่วน และผู้ซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลือในวันจดทะเบียนแบ่งแยกและทำนิติกรรมขายนั้น ผู้ขายมีหน้าที่ต้องจัดการจดทะเบียนแบ่งแยกและทำนิติกรรมขายให้ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อชำระเงินส่วนที่ค้าง การจดทะเบียนแบ่งแยกไม่ใช่เงื่อนไขแห่งสัญญา แต่เป็นข้อกำหนดเกี่ยวก

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามกระบวนความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับแก่จำเลย และให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 100 บาท

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย โดยโจทก์ชำระมัดจำ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนแบ่งแยกและทำนิติกรรมขาย ต่อมาจำเลยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ (วิกลจริต) และมีผู้อนุบาล เมื่อโจทก์ติดต่อให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยก ผู้อนุบาลปฏิเสธไม่รับรู้สัญญาและบอกล้างสัญญา โจท

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2500นางหนู จินดาประเสริฐโจทก์นายประหลาด ชัชวาลย์วงศ์ โดยนางมณีรัตน์ ชัชวาลย์วงศ์ ผู้อนุบาลจำเลย ป.พ.พ. สัญญาจะซื้อขายความว่า ผู้ขายยอมขายที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างแบ่งแยกระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม เฉพาะส่วนของผู้ขาย 3 ไร่ ดังนี้ เป็นหน้าที่ของผู้ขายต้องจดทะเบียนแบ่งแยก และโอนขายให้ผู้ซื้อผู้ซื้อบังคับตามสัญญาได้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2496 นายประหลาดชัชวาลย์วงศ์ จำเลยได้ทำหนังสือจะขายที่ดินโฉนดที่ 6359 ตำบลบางไผ่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เฉพาะส่วนของจำเลยเป็นราคา 10,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงิน 5,000 บาท เป็นเงินวางมัดจำให้จำเลยรับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนที่ค้างชำระอีก 5,000 บาทโจทก์จะชำระให้เสร็จในวันจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและทำนิติกรรมขายให้ ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2496 จำเลยและโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาเพิ่มเติมจากสัญญาจะซื้อจะขายเดิม โดยจำเลยยอมให้โจทก์เข้าปลูกบ้านเรือนและเก็บผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่จะขายให้กับโจทก์ ดังปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาเพิ่มเติมท้ายฟ้องต่อมาเนื่องจากนางมณีรัตน์ร้องขอ ศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2496 ให้จำเลยเป็นบุคคลไร้ความสามารถ (วิกลจริต)และให้อยู่ในความอนุบาลของนางมณีรัตน์เมื่อโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้ว ในราวต้นเดือนเมษายน 2497 โจทก์ได้ไปติดต่อให้จำเลยต่อหน้านางมณีรัตน์ไปทำการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและนัดวันเพื่อจะไปทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามสัญญา แต่ไม่ตกลงกัน นางมณีรัตน์บอกว่าจำเลยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ นางมณีรัตน์ไม่รับรู้เรื่องสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงทราบเรื่อง จำเลยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ และต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างสัญญ