ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2500

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนาหรือฆ่าคนโดยไม่เจตนา

หลักกฎหมาย

บาดแผลที่จำเลยฟันเป็นแผลเล็กน้อยไม่ทำให้ถึงตาย หากแต่นายลาแมปล่อยแผลให้สกปรก ไม่ได้ทำการชำระล้างให้สะอาดจนเกิดเป็นหนองในแผล แล้วกลายเป็นพิษขึ้น จึงได้ทำให้ถึงแก่ความตาย จำเลยมิได้มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย จึงควรมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเท่านั้น

คำวินิจฉัย

จำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251 ตอนต้น ให้ลงอาญาจำคุก 5 ปี นับแต่วันต้องขัง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยใช้ขวานพกเล็กๆ ฟันศีรษะนายลาแม 1 ที เป็นแผลเล็กน้อย ถ้ารักษาตามวิชาแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่ทำให้ถึงตายได้ แต่โดยเหตุที่ปล่อยแผลไว้สกปรกจึงเกิดหนองและเป็นพิษขึ้นตายใน 3 วัน จำเลยเป็นคนพิการ ขาขวาเป็นง่อยเดินไม่ปกติ เป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยเกะกะระรานใคร เหตุเกิดจากนายลาแมผู้ตายไปปลุกปล้ำทำอนาจารพี่สาว

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2500พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสโจทก์นายเจ๊ะโมง มะแอจำเลย ป.อ. ใช้ขวานพกเล็กๆฟันศีรษะ 1 ที แผลเล็กน้อย ถ้ารักษาตามวิชาแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่ทำให้ถึงตายได้ แต่โดยเหตุที่ปล่อยแผลไว้สกปรกจึงเกิดหนองและเป็นพิษขึ้นตายใน 3 วันเป็นความผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนาคดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องกล่าวความว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2498เวลากลางวัน จำเลยบังอาจใช้ขวานเป็นสาตราวุธฟันนายลาแมถูกศีรษะ 1 ที ถึงบาดเจ็บสาหัส โดยเจตนาจะฆ่าให้ตาย ครั้นวันที่ 9 มีนาคม 2498 เวลากลางวัน นายลาแมได้ถึงแก่ความตายด้วยพิษบาดแผลนั้นเหตุเกิดที่ตำบลสาวอ อำเภอลือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 249 จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายลาแมผู้ตายขึ้นไปบนเรือนของจำเลยและทำการลวนลามจับมือถือนมนางลิเมาะพี่สาวของจำเลย จำเลยเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จึงเข้าไปถามพฤติการณ์ที่นายลาแมข่มเหงพี่สาว แต่นายลาแมกลับเงื้อขวานขึ้นจะฟันจำเลย จำเลยจึงฟันไปก่อนเพื่อป้องกันตนเอง เพียง 1 ที เท่านั้น ไม่เกินกว่าเหตุ และบาดแผลเพียงเล็กน้อยไม่ถึงแก่ความตายได้ แต่นายลาแมไม่รักษาบาดแผลจึงเกิดการตายขึ้นศาลชั้นต้นทำการพิจารณาแล้ว เห็นว่า นายลาแมเป็นฝ่ายก่อเหตุกระทำอนาจารแก่พี่สาวของจำเลย จำเลยไปต่อว่า นายลาแม กลับเงื้อขวานจะฟันจำเลย จำเลยจึงใช้ขวานฟันไปเพียงทีเดียวเองขาก็เป็นง่อย รูปร่างเล็กกว่านายลาแม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 50 จึงพิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยไม่ได้เห็นเหตุการณ์ต่อหน้าว่านายลาแมได้กระทำอนาจารต่อพี่สาว เพียงแต่พี่สาวบอก จำเลยก็ติดตามไปฟันนายลาแมทางข้างหลัง โดยมิได้มีก