ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472 - 475/2500

ประเด็นกฎหมาย

หน้าที่นำสืบในคดีที่ผู้ร้องขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของและไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 เรือที่ใช้ในการกระทำผิดต้องริบ และเป็นหน้าที่ของผู้ร้องต้องพิสูจน์ให้ได้ความมั่นคงตามที่อ้าง โดยผู้ร้องต้องนำสืบก่อนในประเด็นความเป็นเจ้าของเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนประเด็นรู้เห็นเป็นใจ เมื่อโจทก์รับว่าเรือเป็นของผู้ร้อง หน้าที่นำสืบว่าผู้ร้องรู้เห็นเ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยและริบเรือของกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกฟ้องฐานนำไม้บรรทุกเรือออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีศุลกากร เรือของกลางน้ำหนักไม่เกิน 250 ตัน ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอคืนเรือ อ้างว่าเป็นเจ้าของและไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ แต่ไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น ทะเบียนเรือ หรือสัญญาเช่า มีเพียงพยานบุคคล และผู้ร้องบางคนเป็นบิดาจำเลยหรือให้การข

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472 - 475/2500พนักงานอัยการจังหวัดสตูลโจทก์นายอาด เส็นหลี กับพวกจำเลย ป.อ. ป.วิ.อ. พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 เรือน้ำหนักไม่เกิน 250 ตัน ซึ่งใช้ในการกระทำผิดพระราชบัญญัติศุลกากร 2469 มาตรา27 ต้องริบตาม มาตรา32 ผู้ร้องอ้างว่าเรือเป็นของตนไม่ควรริบตาม พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 32 เป็นหน้าที่ผู้ร้องจะต้องพิสูจน์ให้ได้ความเป็นหลักฐานมั่นคงดังอ้างศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยฐานนำไม้บรรทุกเรือออกไปนอกราชอาณาจักร โดยไม่เสียภาษีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร2469 มาตรา 27 ฉบับที่ 11 2490 มาตรา 3 ริบเรือและสินค้าของกลางและให้ยกคำร้องของนายยาบากับพวกที่ร้องขอให้คืนเรือของกลางซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณา อ้างว่าเป็นเรือของผู้ร้องจำเลยเช่าไปใช้ประกอบอาชีพโดยผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจให้นำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโดยข้อเท็จจริงโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยตลอดจนริบเรือด้วยโดยศาลฎีกาวินิจฉัย ดังนี้"สำหรับเรือของกลางซึ่งโจทก์ขอให้ริบ แต่มีนายยาบา นายอุหมากและนายแลหมัน ยื่นคำร้องขอคืน อ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดด้วย นั้น ปรากฏว่า เรือของกลางมีน้ำหนักไม่เกิน250 ตัน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 บัญญัติว่า หากใช้ในการกระทำผิดเช่นนี้ ให้ริบเสียจึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องพิสูจน์ให้ได้ความเป็นหลักฐานมั่นคงดังอ้างคดีนี้ผู้ร้องไม่มีหลักฐานอย่างใดมาแสดงเลย ทะเบียนเรือก็ไม่มีที่อ้างว่าให้จำเลยเช่าก็ไม่มีหนังสือ คงมีแต่พยานบุคคล เป็นการเลื่อนลอยสำหรับนายยาบาผู้ร้องปรากฏว่าเป็นบิดาของนายอาดและนายกาเส็มจำเลยเอง และนายยาบาว่าได้รู้เห็