ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2500

ประเด็นกฎหมาย

การตีความสัญญาค้ำประกันที่ระบุระยะเวลา "ใช้สำหรับระหว่าง 2 เดือน" ว่าหมายถึงผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเวลานั้น แม้จะค้างชำระอยู่จนพ้นก

หลักกฎหมาย

สัญญานั้นต้องตีความในทางที่คู่กรณีอาจปฏิบัติได้ การปฏิบัติของคู่สัญญาอาจประกอบให้เห็นเจตนาแท้จริงได้ สัญญาค้ำประกันที่ระบุ "ใช้สำหรับระหว่าง 2 เดือน" หมายความว่าผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเวลานั้น แม้จะค้างชำระอยู่จนพ้นกำหนดนั้นไปก็ตาม ไม่ใช่ว่าถ้ายังไม่ชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 2 เดือน ผ

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาตัดสินว่าสัญญาค้ำประกันมีว่า "ใช้สำหรับระหว่าง 2 เดือน" หมายความว่าผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเวลานั้น แม้จะค้างชำระอยู่จนพ้นกำหนดนั้นไปก็ตาม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จากการซื้อน้ำมัน จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2494 ในวงเงิน 600,000 บาท จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเงิน 823,523.14 บาท และไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 อ้างว่าสัญญาค้ำประกันมีกำหนด 2 เดือน และโจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2500บริษัทน้ำมันคาลเท็กส์(ไทย) จำกัด โดยนายยอช อ๊อตโต ร็อกฮอลท์สโจทก์ผู้จัดการสาขาในประเทศไทย และผู้รับมอบอำนาจโจทก์บริษัทซุ่นเฮง จำกัด โดยนายซุ่ยคิ้ม แซ่เกา ผู้ชำระบัญชี ที่ 1จำเลยธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. สัญญานั้นต้องตีความในทางที่คู่กรณีอาจปฏิบัติได้การปฏิบัติของคู่สัญญาอาจประกอบให้เห็นเจตนาแท้จริงได้ สัญญาค้ำประกันมีว่า "ใช้สำหรับระหว่าง 2 เดือน" หมายความว่าผู้ค้ำประกันรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเวลานั้น แม้จะค้างชำระอยู่จนพ้นกำหนดนั้นไปก็ตามไม่ใช่ว่าถ้ายังไม่ชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 2 เดือน ผู้ค้ำประกันไม่รับผิดชอบโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนที่เกาะบาฮามาในอาณานิคมของอังกฤษ มีนายยอช อ๊อตโต ร็อกฮอลท์ส เป็นผู้จัดการสาขาในประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย แต่ได้เลิกกิจการค้าแล้วแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2495 ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี โดยมีนายซุ่ยคิ้ม แซ่เกาเป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จดทะเบียนในประเทศไทยจำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีซื้อน้ำมันพร้อมทั้งภาชนะที่บรรจุจากโจทก์ตั้งแต่ 18 เมษายน 2492 จนถึง 27 ตุลาคม 2494 เมื่อหักบัญชีกันแล้วจำเลยที่ 1 คงเป็นลูกหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 896,200 บาท 60 สตางค์ จำเลยที่ 2 โดยธนาคารสาขาที่จังหวัดตรังได้ทำสัญญาค้ำประกัน การที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันจากโจทก์ในระหว่างเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2494 เป็นเงิน 600,000 บาท ในระหว่างวันที่ 4 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2494 ซึ่งเป็นเวลาที่ธนาคารสาขาที่จังหวัดตรังของจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้ซื้อน้ำมันพร้อมด้วยภาชนะบรรจุ ไปจากโจทก์ เป็นเงิน 823,523 บาท 14