ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2500

ประเด็นกฎหมาย

การนำสืบของจำเลยที่แตกต่างจากข้อต่อสู้ในคำให้การ ถือเป็นการนำสืบนอกประเด็นหรือไม่ และศาลจะตัดพยานโดยไม่ดำเนินการพิจารณาต่อไปได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะนำสืบไม่ตรงตามข้อต่อสู้ ก็หาควรที่ศาลจะด่วนตัดพยานวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้ไม่ การที่จำเลยนำสืบพยานไม่ตรงตามข้อต่อสู้นั้น เป็นเพียงเหตุผลประกอบการวินิจฉัยในการเชื่อฟังข้อต่อสู้ของจำเลยหรือไม่

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาโจทก์เสีย ค่าทนาย 50 บาท ชั้นฎีกานี้ให้ผู้แพ้คดีในที่สุดเป็นผู้เสีย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากการบุกรุกที่ดิน จำเลยต่อสู้ว่าเป็นที่ดินมรดกที่ทายาทครอบครองร่วมกัน แต่กลับนำสืบว่าได้รับยกให้เป็นส่วนสัดก่อนเจ้ามรดกตาย ศาลชั้นต้นเห็นว่านอกประเด็นจึงงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นว่าการนำสืบดังกล่าวไม่เป็นการนอกประเด็น และควรดำเนิน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2500นายทองรัก หงษาชัย นางหอม หงษาชัย โดยนายเหลือง หงษาชัยโจทก์นายหรั่ง ชันจำนงค์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายเพิ่ม อ่ำนอบน้อม ที่ 1 นายครุ่ย คะมะ ที่ 2จำเลยนายเกิด เกตุจุ ที่ 3จำเลย ป.วิ.พ. ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าเป็นที่ดินมรดก จำเลยเป็นทายาทครอบครองร่วมกันมากับโจทก์ ข้อที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยครอบครองมา เพราะเจ้ามรดกยกให้เป็นส่วนสัดตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกตายไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็นโจทก์ฟ้องว่า นายทองรัก นางหอม โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1028 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 20 วา ตำบลบ้านเกาะอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ครั้นเมื่อราว 3 เดือนมานี้ (ฟ้องวันที่ 3 กันยายน 2497) จำเลยทั้งสามกับบริวารได้บุกรุกเข้าไปตัดฟืนไม้ตะบูมและไม้เบญจพรรณในที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 งาน การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงขอให้ศาลห้ามจำเลยกับบริวารไม่ให้เกี่ยวข้องในที่ดินรายนี้ต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นของนายบาง นางจุ๊ นายบาง นางจุ๊ตายไป 30 ปีเศษแล้ว โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินแปลงนี้จึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทของนายบาง นางจุ๊ และบรรดาทายาทได้ปกครองทำกินร่วมกันมา โดยเฉพาะนางคง ภรรยาจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทได้ปลูกฟืนทำกินในดินแปลงนี้ตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านประการใด ครั้นต่อมาเมื่อวันที่18 กรกฎาคม 2497 นายทองรักหาว่า จำเลยที่ 3 ตัดไม้ในที่ดินของนายทองรัก ได้นำเอาโฉนดของทั้งสองฝ่ายมาดูกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงทราบว่านายทองรักไปขอโอนรับมรด