คำพิพากษาคดีอาญาที่มิได้วินิจฉัยสิทธิในทางแพ่งไม่ผูกพันคดีแพ่ง และอายุความฟ้องร้องคดีนี้เป็น 9-10 ปี ตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ 42
คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 และเมื่อที่พิพาทเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ ป.พ.พ. บรรพ 4 และ พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 ต้องนำกฎหมายลัก
พิพากษายืนให้ยกฎีกาจำเลย
โจทก์ฟ้องว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยรับโอนมาจากหลวงสุนทรธนผล จำเลยบุกรุกปลูกห้องแถว โจทก์ร้องทุกข์คดีอาญาแต่ศาลยกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยสิทธิในทางแพ่ง โจทก์จึงฟ้องคดีแพ่งขับไล่ ที่พิพาทเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ ป.พ.พ. บรรพ 4 และ พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2500ร้อยโทดำรงค์ นุตาลับโจทก์นายไสว ทรงเดช ที่ 1 นางอิน ทรงเดช ที่ 2จำเลย ป.วิ.อ. ม. 47 กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ 42 ป.พ.พ. ม. 1375ที่พิพาทแม้โจทก์จะได้เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่าจำเลยบุกรุกมาแล้ว และในคดีอาญานั้นแม้ศาลจะได้พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดทางอาญาโดยมิได้กล่าวถึงสิทธิในทางแพ่งแต่อย่างใด ต่อมาโจทก์จึงฟ้องคดีแพ่งขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ดังนี้การที่จะวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47เมื่อที่พิพาทเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 และ พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 แล้ว ดังนี้แม้ที่พิพาทจะเป็นที่มือเปล่าก็ตาม ก็ต้องนำกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่42 มาใช้บังคับคดี โดยถืออายุความสละที่ดิน 9 ปี10 ปี ไม่ใช่อายุความ 1 ปี ตามนัยฎีกาที่ 759/2494 (ฎีกาที่ 759/2494)โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 แปลงเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 12 วา โดยได้รับโอนมาจากหลวงสุนทรธนผลเมื่อปี พ.ศ. 2492 ราคา 20,000 บาท ต่อมาระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2495 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2496 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปปลูกห้องแถวชั้นเดียว3 ห้องในที่ดินของโจทก์ทั้งหมด โจทก์บอกให้จำเลยออก จำเลยไม่ยอมออกโจทก์ได้ร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดอาญาจึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน และให้จำเลยรื้อถอนห้องแถวกับห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องจำเลยให้การว่าจำเลยซื้อที่พิพาทจากนา