ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2519อัยการนครราชสีมาโจทก์นายวิโรจน์ จารุพงษ์ธวิชจำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11, ม. 54, ม. 72 ตรี, ม. 73 พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2525 ม. 14 พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2494 ม. 17 พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม. 11, ม. 16, ม. 17 ป.อ. ม. 84, ม. 86, ม. 90 ป.ที่ดิน ม. 9, ม. 108 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 11โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตัดฟันไม้ แผ้วถางป่า ฯลฯ แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ดังนี้ จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้คงลงโทษได้เพียงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อโจทก์ไม่ด้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 ก็จะลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจบุกรุกเข้าตัดฟันไม้ แผ้วถาง ก่อสร้าง เผาป่าทำลายไม้ เบญจพรรณ ซึ่งไม่อาจแยกชนิดและคำนวณปริมาตรได้ แล้วเข้ายึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นป่าโครงการของรัฐ เนื้อที่ 190 ไร่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 54, 55, 72 ตรี, 73, 74 (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2494 มาตรา 14, 17 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2503 มาตรา 11, 16, 17พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2505 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 พ.ศ. 2515 ข้อ 11และสั่งให้จำเลยออกจากป่าที่แผ้วถางยึดถือครอบครองนั้นจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 72 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลย 1 ปีและให้ออกจากป่าที่แผ้วถางครอบครองนั้นด้วย ให้ยกคำขอของโจทก์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ