ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1178/2519

ประเด็นกฎหมาย

การขีดฆ่าอากรแสตมป์โดยไม่ลงวันเดือนปีถือเป็นการขีดฆ่าที่ชอบหรือไม่ และสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง

หลักกฎหมาย

ความมุ่งหมายของคำว่า 'ขีดฆ่า' ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร คือเพื่อให้แสตมป์ใช้ไม่ได้อีกต่อไป การกระทำใด ๆ ที่ทำให้แสตมป์ใช้ไม่ได้อีกต่อไป แม้ไม่ครบถ้วนตามที่อธิบายเพิ่มเติม ก็ถือว่าเป็นการขีดฆ่าที่ชอบแล้ว และหนี้เงินกู้เมื่อดอกเบี้ยตามสัญญาเป็นโมฆะเพราะเกินอัตรา โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตาม

คำวินิจฉัย

สัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง และจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินกู้ให้โจทก์ในระหว่างที่จำเลยผิดนัด ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยกู้เงินโจทก์สองครั้งตามสัญญากู้ที่ปิดอากรแสตมป์และมีรอยหมึกขีดฆ่าแต่ไม่ได้ลงวันที่ที่ขีดฆ่า จำเลยฎีกาว่าการขีดฆ่าไม่ถูกต้องตามมาตรา 103 ทำให้ปิดแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1178/2519นายเฉม กาญจนมิตรโจทก์นางอะ สุทธิพันธ์จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 ป.รัษฎากร แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 จะให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" ว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือ ลงชื่อ ห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ฯลฯ" ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า ความมุ่งหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" นั้น ก็เพื่อจะให้แสตมป์ที่ปิดทับเอกสารนั้นใช้ไม่ได้ต่อไปเท่านั้น มาตรา 103 จึงให้ความหมายไว้ในตอนแรกว่า เป็นการ กระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก ส่วนข้อความตอนต่อไปนั้นเป็นเพียงการอธิบายเพิ่มเติมวิธีกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีกเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้กระทำการใด ๆ ให้แสตมป์นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แม้จะมิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อความที่อธิบายเพิ่มเติมไว้ก็ถือได้ว่าเป็นการขีดฆ่าตามความหมายของ มาตรา 103 ที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำว่า ขีดฆ่า นั้นแล้ว การขีดฆ่าอากรแสตมป์ที่ปิดบนเอกสารสัญญากู้ด้วยหมึกเพื่อมิให้อากรแสตมป์นั้นใช้ได้อีกต่อไป เป็นการขีดฆ่าที่ชอบแล้ว แม้จะมิได้ลง วัน เดือน ปี ที่ขีดฆ่าก็ถือว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องนี้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญากู้เพราะดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยต้องรับผิดใช้ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินกู้ให้โจทก์ในระหว่างที่จำเลย ผิดนัดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 และเมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีได้ มีการผิดนัด จำเลยจึงต้องชดใช้ดอกเบี้ยให้โจทก์ตั้งแต่วันฟ้