ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2518

ประเด็นกฎหมาย

ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาผู้พิพากษาหัวหน้าศาลว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และปลอมแปลงเอกสาร มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161,

หลักกฎหมาย

การที่ผู้พิพากษาตรวจดูหลักประกันและแก้ไขราคาให้ใกล้เคียงกับราคาจริงเป็นการใช้ดุลพินิจภายในขอบอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหากไม่มีเจตนาทุจริต

คำวินิจฉัย

ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 162, 310 และฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อหาปลอมแปลงเอกสารตามมาตรา 264-268 ที่ศาลล่างยกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องชอบแล้ว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาฟ้องผู้พิพากษาหัวหน้าศาลว่าข่มขืนใจให้นายสุเมธแก้ราคาหลักทรัพย์ของนางยกอ่ายจาก 120,000 บาทเหลือ 60,000 บาท และแกล้งไม่ยอมตีราคาหลักทรัพย์จนเวลาศาลจะปิดทำให้โจทก์ถูกขังต่อมา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2518นางอัมพวัน จันทร์ตระกูลโจทก์นายอุดม ตู้จินดาจำเลย ป.อ. ม. 157, ม. 161, ม. 162, ม. 310 ป.วิ.อ. ม. 107, ม. 108, ม. 114 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา ฟ้องผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเป็นจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยแกล้งหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ โดยข่มขืนใจให้ ส. แก้ราคาหลักทรัพย์ของ ย. ผู้ขอประกันตัวโจทก์จากราคา 120,000 บาทให้เหลือเพียง 60,000 บาทจนไม่พอประกันกับแกล้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริตไม่ยอมตีราคาหลักทรัพย์ของผู้ขอประกันเมื่อ 9 นาฬิกา จนเมื่อเวลาศาลจะปิดทำการแล้วจึงแจ้งแก่โจทก์ว่าหลักทรัพย์ไม่พอ ทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสไปหาหลักทรัพย์มาเพิ่มได้ทันทำให้โจทก์ถูกขังต่อมา แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยผู้ทำหน้าที่ศาลได้ตรวจดูหลักประกันตามบัญชีทรัพย์ที่ผู้ขอประกันยื่นมานั้นว่าจะเชื่อถือได้เพียงใดหรือไม่แล้วเห็นว่าตีราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมากนักซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลเห็นว่าผู้ประกันไม่ควรตีราคาหลักประกันให้สูงผิดความจริงไปมากอันจะทำให้ศาลสิ้นความเชื่อถือจึงได้แก้ไขเสียให้ใกล้เคียงกับราคาจริงหากจะต้องเสียเวลาไปบ้าง ก็เป็นการกระทำที่อยู่ในการใช้ดุลพินิจภายในขอบอำนาจของผู้พิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องก็ไม่มีข้อที่จะแสดงว่าจำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นแต่อย่างใด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแกล้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง การกระทำของจำเลยดังที่โจทก์ฟ้องจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 310 ที่โจทก์ขอให้ลงโท