ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2550

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2550ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)โจทก์นางมะลิ ใจบาล กับพวกผู้ร้องนางสุปราณีหรือสุปาณี เข็มกลับ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 492 ป.วิ.พ. ม. 288ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ผู้ไถ่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากก็ต่อเมื่อได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่แล้ว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนองและรับสินไถ่ตามคำขอบังคับของผู้ร้อง แต่เมื่อผู้ร้องยังไม่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ กรรมสิทธิ์จึงยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 973,068.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 693,420.39 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2286 ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าของ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากให้แก่ผู้ร้องทั้งสองโดยปลอดจำนอง ให้จำเลยที่ 2 ได้รับค่าสินไถ่ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 915/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นผู้อยู่ในฐ