ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1014/2547

ประเด็นกฎหมาย

ที่ดินที่ทางราชการประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการก่อนวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ใช้บังคั

หลักกฎหมาย

ที่ดินที่ทางราชการประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการก่อนวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ใช้บังคับ ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้จะไม่มีหลักฐานการประกาศหวงห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่การลงทะเบียนของเจ้าพนักงานที่สอดคล้องกับหลักฐานที่มีอยู่

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เจ้าพนักงานอำเภอลงทะเบียนที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ทางราชการหวงห้ามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2481 โดยไม่ปรากฏพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อมาปี 2482 บิดาโจทก์จับจองที่ดินรวมที่ดินพิพาทและแจ้งการครอบครองในปี 2498 โจทก์รับมรดกและขอออกโฉนด จำเลยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ป.พ.พ. ม. 1304
  • ม. 1367
  • มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
  • มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1014/2547นายประกิจ รัตตมณีโจทก์กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1304, ม. 1367 พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 4ขณะที่ ต. บิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ต. จะอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินจาก ต. จึงอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ด้วยเช่นเดียวกันโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนไม่ชอบและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทจำนวน 1 ไร่ 16.5 ตารางวา ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 16 ตารางวา ซึ่งคู่ความรับรองความถูกต้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินพิพาทตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ในส่วนเนื้อที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจ