ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาซึ่งเป็นเบี้ยปรับสูงเกินไปหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนเมื่อจำเลยผิดนัดถึง 8 งวด ไม่ถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหาย เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะ
พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,752.50 บาท แก่จำเลยที่ 2
จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกจากโจทก์ ชำระค่างวดเพียง 3 งวด ค้างชำระ 8 งวด โจทก์บอกเลิกสัญญาและรับรถคืนเมื่อจำเลยผิดนัดถึง 8 งวด จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์จากรถเป็นเวลา 8 เดือน ใช้งานถึง 1,618 ชั่วโมง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2547บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัดโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ใหญ่เฮงการโยธา กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 223, ม. 383 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ม. 150, ม. 151, ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.แม้ค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาและโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนจากจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดถึง 8 งวด จะถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหายด้วยหาได้ไม่เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะผ่อนปรนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของตนได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 470,130.84 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าต้องรับผิดในจำนวนค่าเสียหายไม่เกิน 120,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจึงมีเพียง 350,130.84 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 470,130.84 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม แต่ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเนื่องจากศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าขึ้นศาลในส่วนนี้จึงต้องคืนแก่จำเลยที่ 2 เช่นกันโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าขาดประโยชน์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ออกทดรองไปรวมเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็