ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2547

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่ามูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเกิดจากการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นั้นเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันและเสีย

หลักกฎหมาย

มูลหนี้ที่เกิดจากการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกัน เช่น เบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากธนาคาร จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์สามารถนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกัน

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน และมีบุคคลที่สามจำนองที่ดินเป็นประกัน หนี้ทั้งสองประเภทรวมเป็นเงิน 16,207,363.02 บาท โจทก์ฟ้องรวมหนี้ทั้งสองประเภทและเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์สูงสุด ศาลชั้นต้นสั่งให้เสียค่าขึ้นศา

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2547ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)โจทก์นายวราชัย ศิริโรจนวงศาหรือถ่าย ฮว่างวัน กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. (ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.)โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ แต่ก็ล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์นั่นเอง มูลหนี้ตามฟ้องทั้งสองประเภทจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภท จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสียคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและนายสมหวัง อุดมสิทธิกุล ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ในวงเงินจำนอง 16,000,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นจนครบ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีหลายครั้งและนำเงินเข้าบัญชีหักทอนบัญชีคงค้างชำระต้นเงิน 8,288,058.50 บาท ดอกเบี้ย 342,421.04 บาท รวมเป็นเงิน 8,630,479.54 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 จ