การพิจารณาสถานะความเป็นลูกจ้างของผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท
ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 หมายถึงผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง และต้องอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง หากผู้ใดไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานและไม่มีผู้ใดสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาได้ ผู้นั้นไม่ใช่ลูกจ้าง
โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว
โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดรองจากประธานกิตติมศักดิ์ ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลย และไม่มีผู้ใดในบริษัทสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้ แม้โจทก์ได้รับเงินเดือนจากจำเลยก็ตาม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544นาย ปรีชา พรประภาโจทก์บริษัท สยามกลการ จำกัด กับพวกจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของบริษัทจำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพนักงานรองจาก ถ. ซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยทั้งไม่มีผู้ใดในบริษัทจำเลยสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1ตั้งแต่ปี 2500 ในตำแหน่งพนักงานขาย ต่อมาปี 2539 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 เดือนละ 711,000 บาท เมื่อวันที่ 17 เมษายน2539 จำเลยที่ 1 โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 45 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการและประธานกรรมการจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ เนื่องจากโจทก์มีความขัดแย้งในการบริหารงานกับจำเลยที่ 2 และพวกภายหลังที่โจทก์พ้นตำแหน่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังคงจ่ายเงินเดือนให้จนถึงเดือนมิถุนายน 2539 หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดรายได้คือเงินเดือนประจำเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินเดือนของเลขานุการสองคนและคนขับรถอีกหนึ่งคนของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1เป็นผู้จ่ายรวมเดือนละ 129,500 บาท รวมรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 เป็นเงิน 1,681,000บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากกา