ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8548/2547

ประเด็นกฎหมาย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายหรือไม่ และการที่โจทก์มิได้นำส่งประกาศดังกล่าวท้ายฟ้องทำให้การฟ้องไม่ชอบหรือไม่

หลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมมีผลบังคับใช้ตามวันที่กำหนด แม้โจทก์มิได้นำส่งประกาศท้ายฟ้อง แต่หากฟ้องบรรยายว่าจำเลยทราบประกาศแล้ว ก็ไม่ทำให้การฟ้องไม่ชอบ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกตรวจพบเฟนเตอมีน 8,000 แคปซูล ซุกซ่อนในเสื้อกั๊กที่สวมอยู่และในกล่องไมโลในกระเป๋าเดินทาง ขณะกำลังจะเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ศาลเห็นว่าการซุกซ่อนอย่างมิดชิดแสดงว่าจำเลยทราบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ
  • มาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8548/2547พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นางคิม จุง ซันจำเลย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 5, ม. 6 (1), ม. 11 (4) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทย เพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 16, 62, 89, 90, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 106 (ที่ถูกวรรคหนึ่งและวรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นควา