ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2551

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ การรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วง และอำนาจฟ้องของโจทก์

หลักกฎหมาย

ผู้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่น (เช่น ผู้เช่า) จะอ้างการแย่งการครอบครองได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้มีสิทธิครอบครองแล้ว หากมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นในคำให้การ ศาลไม่รับวินิจฉัย และสำเนาเอกสารที่ศาลอนุญาตให้นำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93(2) โดยไม่มีการคัดค้าน รับฟังเป็นพยานหลักฐา

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและบริวารขนย้ายสัมภาระรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 5,500 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้จำเลยเช่าทำเกษตรกรรมตั้งแต่ปี 2524 ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2538 จำเลยให้การว่าแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี แต่ไม่ได้กล่าวถึงการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2551มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานครโจทก์นายชิด โชติพนิชเศรษฐ์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1381 ป.วิ.พ. ม. 93, ม. 248 พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 5, ม. 18 ป.รัษฎากร ม. 118ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ที่ให้จำเลยเช่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์ แม้จะครอบครองทำประโยชน์นานเท่าใดก็ไม่อาจอ้างการแย่งการครอบครองในที่ดินพิพาทได้ นอกจากจะได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี ตามคำให้การของจำเลยมายันโจทก์ได้ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาสืบ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงจึงเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ การรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร มิใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตม์ตามประมวลรัษฎากร ทั้งสำเนาเอกสารมิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 5 และข้อ 18 ไม่ให้มิสซังถือที่ดิ