ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2509

ประเด็นกฎหมาย

การสมทบกำลังและวิ่งไล่ร่วมกับผู้ถือมีดจะแทงผู้อื่น แต่ผู้ถูกแทงหนีทันจึงแทงไม่สำเร็จ เป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายหรือไม่ และการกระทำที่ทำให้เกิดค

หลักกฎหมาย

การกระทำที่ก่อให้เกิดความกลัวหรือตกใจในเบื้องต้นรวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายแล้วและเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่า จึงลงโทษฐานพยายามทำร้ายร่างกายอันเป็นบทหนักกว่าแต่บทเดียว

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกาย และการกระทำที่ก่อให้เกิดความกลัวหรือตกใจรวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายแล้ว จึงลงโทษฐานพยายามทำร้ายร่างกายอันเป็นบทหนักกว่าแต่บทเดียว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยทั้งสองร่วมวงเสพสุรา จำเลยที่ 2 พูดว่าจะทำร้ายผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 2 ไปหาผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ตามไปด้วยและยืนอยู่ด้วยเป็นการสมทบกำลัง ต่อมาจำเลยที่ 2 ถือมีดตรงเข้าจะแทงผู้เสียหายและวิ่งไล่แทง ผู้เสียหายยืนห่างในระยะ 1 วา สามารถจะทำร้ายได้ แต่ผู้เสียหายโดดหนีและวิ่งขึ้นเรือนได้ทัน จึงแทงไม่ไ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2509พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกโจทก์นายเง้า กลั่นเขียว กับพวกจำเลย ป.อ. จำเลยทั้งสองร่วมวงเสพสุรากันจำเลยที่ 2 พูดว่าจะทำร้ายผู้เสียหายจำเลยที่ 2 ไปหาผู้เสียหายจำเลยที่ 1 ก็ตามไปด้วย และยืนอยู่ด้วยเป็นการสมทบกำลังให้จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ถือมีดตรงเข้าจะแทงผู้เสียหายและวิ่งไล่แทงผู้เสียหายซึ่งยืนห่างในระยะ 1 วา สามารถจะทำร้ายได้หากผู้เสียหายโดดหนีและวิ่งขึ้นเรือนได้ทัน จึงแทงไม่ได้สมความตั้งใจเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 วิ่งไล่ไปด้วยถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดร่วมกัน การกระทำที่ก่อให้เกิดความกลัวหรือตกใจรวมอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายแล้วและเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่า จึงลงโทษฐานพยายามทำร้ายร่างกายอันเป็นบทหนักกว่าแต่บทเดียวข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า นายเง้าจำเลยที่ 1 เป็นคนรถประจำคันที่นายศิริจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ตอนเช้าวันเกิดเหตุเรื่องนี้ คนรถของบริษัทเดียวกับรถที่นายศิริชัยถูกคนขับรถสองแถวแทงผู้เสียหายเป็นคนประจำรถสองแถวคันนั้น ครั้นตอนเย็น นายเง้า กับนายศิริจำเลยได้ร่วมวงเสพสุรากันอยู่ที่รถของตน นายศิริจำเลยได้พูดขึ้นในวงเสพสุราว่าจะทำร้ายนายมั่นผู้เสียหาย เมื่อนายศิริ ไปหานายมั่นที่เรือนนายไม้ นายเง้าจำเลยก็ตามไปด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า"ตามพฤติการณ์นายเง้าย่อมรู้อยู่ว่านายศิริจำเลยจะไปทำร้ายนายมั่นผู้เสียหายตามที่พูดไว้ การที่นายเง้าจำเลยตามนายศิริไปที่เรือนนายไม้และยืนอยู่ด้วยในขณะที่เรียกนายมั่นลงมาจากเรือนนายไม้ แสดงให้เห็นในตัวว่าเป็นการสมทบกำลังให้แก่ฝ่ายนายศิริ ยิ่งกว่านั้นเมื่อนายศิริถือมีดตรงเข้าไปจะแทงนายมั่นฝ่ายปรปักษ์และวิ่งไล่แทงนายเง้าจำเลยยังวิ่งไล่ไปด้