ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2509นายหวัง พวงมณี ที่ 1 นางเด๊ะ พวงมณี ที่ 2โจทก์นายหะยี โมหะหมัดตาวุด ที่ 1 นางเน๊าะจำเลยบินหะยีสุไลมาน ที่ 2จำเลย ป.วิ.พ. ม. 145, ม. 183, ข้อเท็จจริงในคดีก่อนซึ่งได้ว่ากันมาแล้วจนถึงที่สุดในชั้นฎีกาย่อมผูกพันคู่กรณีในคดีหลังซึ่งเคยเป็นคู่ความกันมาในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปิดกั้นคูหรือลำรางพิพาท จำเลยให้การรับว่าปิดจริง แต่ปิดกั้นคูหรือลำรางในที่ดินของจำเลย ดังนี้ จึงไม่มีประเด็นจะต้องสืบในข้อที่ว่าจำเลยปิดกั้นคูหรือลำรางหรือไม่ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา จำเลยเพียงแต่ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานเท่านั้น ไม่ได้ขอให้พิพากษาให้จำเลยชนะคดี จึงเท่ากับจำเลยขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่ให้งดสืบพยานดำเนินการสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ ดังนั้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา จำเลยจึงควรเสียเพียงศาลละ 50 บาทตามตาราง 1 ข้อ 2 ก. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(อ้างฎีกาที่ 1689/2497)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ปิดกั้นปากคูหรือลำรางซึ่งโจทก์จำเลยต่างเป็นเจ้าของ และได้ใช้ร่วมกันตลอดมาช้านานหลายสิบปีแล้ว โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจใช้คูหรือลำรางนี้ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือมิฉะนั้นให้โจทก์จัดการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยปิดลำรางซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยไม่ใช่คูเขตซึ่งโจทก์จำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน และจำเลยได้ฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ขุดดินในคูหรือลำรางนี้เป็นคดีต่อศาลเรื่องหนึ่งแล้วชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นได้สั่งให้รอฟังผลในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ไว้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นได้สั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาว่า ศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่าคูหรือลำรางพิพาทเป็นเข