ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8747/2550นางสุชาดา จันทร์ฉวีผู้ร้องนางสนธยา ประเสริฐสม กับพวกผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1646, ม. 1655, ม. 1658สถานที่ทำพินัยกรรมไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของแบบแห่งพินัยกรรมซึ่งจำต้องระบุไว้แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ระบุสถานที่ทำพินัยกรรมผิดจากความเป็นจริงไม่ทำให้พินัยกรรมต้องเสียไปแต่อย่างใดผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้รับพินัยกรรมของนางลัดดาผู้ตาย และมีข้อกำหนดในพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นบุตรของนางลัดดาผู้ตาย ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พินัยกรรมฉบับดังกล่าวทำขึ้นโดยการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องกับนายจักรวาลทนายความของผู้ร้อง จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมายและเป็นพฤติการณ์ฉ้อฉลของผู้ร้ายเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้อง และตั้งผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้ง นางสุชาดาผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางลัดดาผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายยกคำคัดค้าน ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามเป็นบุตรของนางลัดดาผู้ตาย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 นางลัดดาได้ถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า พินัยกรรมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ และสมควรตั้งผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ พยานผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและนายจักรวาลเบิกความว่า เมื่อวันที่