การนำชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาประกอบเป็นรถยนต์ขาย ถือเป็นการขายสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 ทวิ (1) และ (3) หรือไม่ และการยกเว้นภาษีการค้าตามพระราชกฤษฎี
1. บทบัญญัติที่จำกัดสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลต้องแปลความโดยเคร่งครัด มาตรา 20 และ 30(2) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดว่าการอุทธรณ์การประเมินและการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลต้องมีเหตุผลเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลได้แม้จะอ้างเหตุอื่นเพิ่มเติม 2. การนำชิ้นส่วนรถ
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์ นำชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาประกอบเป็นรถยนต์แล้วจำหน่าย มิใช่ผู้ขายชิ้นส่วนรถยนต์ โจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายรถยนต์ที่ประกอบขึ้นเป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันที่เริ่มจำหน่าย (พ.ศ. 2504) จึงได้รับยกเว้นถึง พ.ศ. 2508 เท่านั้น โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนัก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2571/2518บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 30 (2), ม. 79 ทวิ (1) พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นและลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2504 ป.พ.พ. ม. 4 ป.วิ.พ. ม. 55 ป.รัษฎากร ม. 79 ทวิ (3) ประมวลรัษฎากรที่บัญญัติให้มีการอุทธรณ์การประเมินในบางกรณีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อนแล้วจึงจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาต่อศาลได้นั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20,30(2) มิได้บัญญัติเลยว่าการอุทธรณ์ การประเมินและการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องมีเหตุผลอย่างไร และเหตุผลนั้นจะต้องเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับชิ้นส่วนของรถยนต์ที่โจทก์สั่งเข้ามาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานประเมินเพียงแต่ละภาษีการค้าลงบ้างเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องอย่างไร ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลได้ แม้จะอ้างเหตุอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยอุทธรณ์ไว้ก็ตามถือว่าในการยื่นฟ้องเกี่ยวกับการประเมินภาษีการค้า (นำเข้า) สำหรับชิ้นส่วนของรถยนต์ที่โจทก์สั่งเข้ามานั้น โจทก์ได้ดำเนินการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์เท่านั้น หาได้เป็นผู้ประกอบการค้าชิ้นส่วนของรถยนต์ไม่ เพราะโจทก์มิใช่ผู้ขายชิ้นส่วนของรถยนต์ หากแต่เป็นเพียงผู้นำชิ้นส่วนของรถยนต์เข้ามาประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์แล้วจำหน่ายรถยนต์ที่ประกอบหรือผลิตนั้นเ