ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544

ประเด็นกฎหมาย

สัญญาจ้างว่าความที่กำหนดค่าทนายความเป็นร้อยละของทุนทรัพย์และชำระเมื่อบังคับคดีได้ เป็นโมฆะหรือไม่ และเป็นการพนันขันต่อหรือไม่

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้ห้ามทนายความทำสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาท ดังนั้นสัญญาจ้างว่าความที่กำหนดค่าทนายความเป็นร้อยละของทุนทรัพย์และชำระเมื่อบังคับคดีได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของป

คำวินิจฉัย

สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 ไม่เป็นโมฆะ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีแพ่ง โดยสัญญาจ้างระบุค่าทนายความร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท ชำระเมื่อบังคับคดีได้ และลดลงเหลือร้อยละ 10 หากมีการยอมความ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ลูกหนี้ผิดสัญญา โจทก์ได้รับมอบอำนาจให้บังคับคดี และลูกหนี้ได้นำเงินมาวางชำระที่ศาล

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544นาย เสริมสุข นะรา โดยนาง สุขสราญ นะรา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์นาง สมาน เหมศิริจำเลย ป.พ.พ. ม. 150, ม. 853 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่น พระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรก (ที่ยกเลิก) ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทที่ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทจึงไม่เป็นโมฆะ สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน เป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลย แต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความ จึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่ เมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้อง ร. และ ค. แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมา ร. และ ค. ผิดสัญญา โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดี ซึ่ง ร. และ ค. ได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแล้ว ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลย