การที่ผู้ร้องอ้างสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองในคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องต้องบรรยายในคำร้องขอ
สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แต่ยังมิได้จดทะเบียน ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ในการร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับมา
พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวน และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง
โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้ร้องอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าวมากว่า 10 ปี แต่ไม่ได้บรรยายในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริต
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2545ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชนโจทก์นาย ชัยยุทธ เตยแก้วผู้ร้องนาย มนัส สุชาติพงศ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1299, ม. 1382 ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 172 วรรคสอง, ม. 288, เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 อยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 55 การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ได้นั้น ผู้ร้องต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยชัดแจ้งให้เห็นว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้บรรยายในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้ามาสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวและกรณีมิใช่เรื่องที่คู่ความสามารถนำพยานเข้ามาสืบประกอบได้เองโดยไม่จำต้องกล่าวบรรยายมาในคำร้องดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนจึงชอบแล้ว การที่ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาขอให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ไต่สวนต่อไปนั้น เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นศาลละ200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก)คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 7,848,623.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,363,780.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสองจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมค