ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2508

ประเด็นกฎหมาย

ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีที่ความผิดอยู่ในอำนาจศาลทหารตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 16 ตั้งแต่แรก

หลักกฎหมาย

เมื่อคดีปรากฏตั้งแต่แรกตามฟ้องว่าความผิดที่กล่าวหาอยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษา แม้มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 จะให้อำนาจศาลพลเรือนดำเนินคดีต่อไปได้ในกรณีที่ความปรากฏภายหลังว่าจำเลยเป็นทหารประจำการ แต่กรณีนี้ความผิดอยู่ในอำนาจศาลทหารตั้งแต่แรก จึง

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันทำลายทางสาธารณะโดยขุดหลุม ทำให้ทางถูกตัดขาดเป็นหลุมลึกน่าจะเกิดอันตรายแก่การจราจร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 229, 386, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2508อัยการจังหวัดปราจีนบุรีโจทก์นางสว่าง โงววัน ที่ 1 นางสำราญ พูลสวัสดิ์ ที่ 2จำเลย ป.อ. ม. 229, ม. 386 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 พ.ศ.2515 ข้อ (5) ป.วิ.อ. ม. 157 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 15 วรรคสอง ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตั้งแต่มาตรา 217 ถึงมาตรา 239 นั้นมีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 16 ซึ่งใช้บังคับระหว่างเกิดเหตุให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาดังนั้น ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรีรับฟ้องคดีซึ่งมีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 229 ซึ่งเป็นบทหนักไว้ดำเนินการตลอดมาถึงชั้นศาลอุทธรณ์ จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้เกี่ยวกับอำนาจศาล ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498มีความหมายเพียงว่า เมื่อศาลพลเรือนสั่งรับฟ้องไว้ความยังไม่ปรากฏโดยแจ้งชัดว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่เช่น ยังไม่แน่ว่าจำเลยเป็นทหารประจำการหรือไม่ต่อเมื่อได้รับฟ้องแล้วความจึงปรากฏว่าจำเลยเป็นทหารประจำการดังนี้ ศาลพลเรือนย่อมดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปได้(อ้างนัยฎีกาที่ 463/2504) แต่เมื่อคดีปรากฏตั้งแต่แรกตามฟ้องว่า ความผิดที่กล่าวหาเป็นความผิดที่ต้องขึ้นอยู่ในอำนาจศาลทหารตามประกาศคณะปฏิวัติฯ แล้วเช่นนี้ หาใช่ว่าความเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่ (อ้างฎีกาที่ 1352/2506) ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษาพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบังอาจสมคบร่วมกระทำผิดทำลายทางสาธารณะโดยขุดหลุมลงไปในทางสาธารณะ ทำให้ทางถูกตัดขาดออกจากกันเป็นหลุมลึกอยู่ในลักษณะน่าจะเป็นเหตุร้ายเกิดอันตรายแก่การจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 229, 386,