ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2506

ประเด็นกฎหมาย

การฟ้องเรียกเงินเดือนที่ไม่ได้รับในระหว่างถูกปลดจากราชการ ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ในมูลละเมิด หรืออายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166 ในมูลสั

หลักกฎหมาย

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับข้าราชการไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นความผูกพันตามกฎหมายเฉพาะ การสั่งปลดโดยไม่ชอบเป็นการละเมิดสิทธิในการรับราชการ จึงต้องใช้อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์เพราะคดีขาดอายุความ 1 ปี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นข้าราชการถูกปลดออกจากราชการโดยไม่ชอบ ต่อมาได้รับการคืนตำแหน่ง แต่ฟ้องเรียกเงินเดือนย้อนหลังเกิน 1 ปีนับแต่วันทราบคำสั่งคืนตำแหน่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2506นายเรวัตร เมฆทรงกรดโจทก์กรมมหาดไทย โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดี ที่ 1 กระทรวงมหาดไทย โดยพลโทประภาษ จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการ ที่ 2จำเลย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ป.พ.พ. ม. 166, ม. 448กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการฐานผิดวินัยแต่การสั่งตั้งกรรมการพิจารณาโทษที่ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ กรณีเป็นเรื่องละเมิดสิทธิในการรับราชการของโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่ฉะนั้น การที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินเดือนที่ไม่ได้รับในระหว่างถูกปลดจากราชการย่อมต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 จะใช้อายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166 หาได้ไม่โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่โจทก์เป็นนายอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทจำเลยที่ 1 เสนอให้จำเลยที่ 2 มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งหน้าที่หาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2485 จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งปลดโจทก์ตามคำสั่งที่ 276/2494 เป็นผลให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2493 โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์คณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์วินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้ปลดโจทก์นั้นไม่ชอบ จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ 276/2494 นั้นเสีย และสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการใหม่ในตำแหน่งนายอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2496 รวมเวลาที่โจทก์ถูกพักราชการ 3 ปี23 วัน โดยไม่รับเงินเดือนและเงินเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิควรได้ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายให้ 36,204.04 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์พร้อมทั้