ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8232/2544
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8232/2544ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัดโจทก์นาย เกษมศิลป์หรือกิตติ ปีตรังสีหรือปิตรังสี กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 291 ป.วิ.พ. ม. 271คำพิพากษาระบุไว้ชัดเจนว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 3นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อไถ่ถอนจำนองและโจทก์ตกลงรับชำระหนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วกรณีไม่จำต้องนำที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายตลาด การที่โจทก์รับชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3ย่อมทำให้หนี้ของจำเลยที่ 3 ที่ชำระหนี้ในการไถ่ถอนจำนองระงับลงเท่าจำนวนที่ชำระหนี้ซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 หนี้ของจำเลยทั้งสามจึงยังไม่ระงับไปหนี้ยังเหลืออยู่อีกจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามยังคงต้องรับผิดร่วมกันอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ได้คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน3,876,921.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และตามสัญญาขายลดเช็ค 7 ฉบับ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3ด้วยเต็มจำนวนหนี้ตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วยเพียงต้นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดแบบทบต้นร้อ