ผลของพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2499 ต่อการกักกันและการเพิ่มโทษจำเลย
พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 3 บัญญัติให้ล้างมลทินแก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษในความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดในคดีนั้น ๆ เมื่อถือว่าจำเลยมิได้เคยต้องคำพิพากษาเช่นนั้น
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะความที่ให้กักกันจำเลยและเพิ่มโทษจำเลย โดยตัดออกเสีย คงให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 288 เท่านั้น
จำเลยถูกฟ้องว่าลักทรัพย์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2499 เคยต้องโทษมาก่อนและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายใน 5 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็น 4 ปี และให้กักกัน 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนแต่เปลี่ยนการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา ระหว่างฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ออกใช้บังคับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 155/2501พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์นายหยด วิเศษรัตน์จำเลย ป.อ. พ.ร.บ.ล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499 ระหว่างฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ2499 ออกใช้โทษที่จำเลยเคยรับมาก่อนเป็นอันไม่มีจึงกักกันจำเลยไม่ได้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2499 เวลากลางวันจำเลยบังอาจลักสายสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง ราคา 250 บาท ของนางกิมเง็ก เพ็ชร์พวงซึ่งสวมอยู่ที่คอบุตรของนางกิมเง็ก เพ็ชรพวงไป เหตุเกิดที่ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษมาแล้วตามใบแดงแจ้งโทษท้ายฟ้อง จำเลยพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี ขอให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย และเนื่องจากจำเลยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว 2 ครั้ง ปรากฏตามใบแดงแจ้งโทษท้ายฟ้อง ซึ่งมิใช่ความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ และความผิดที่จำเลยกระทำมาแล้วเป็นความผิดอาญาอันเป็นเหตุร้าย ตามพระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ. 2479 มาตรา 4 ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 288,72 และกักกันจำเลยตามพระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ. 2479 มาตรา 8, 9 เพิ่มขึ้นอีกโสดหนึ่ง จำเลยให้การปฏิเสธ คงรับแต่ในข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษตามใบแดงแจ้งโทษท้ายฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 288ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำผิดมาแล้วพ้นโทษไปยังไม่พ้นกำหนด มากระทำความผิดขึ้นอีก ไม่เข็ดหลาบให้เพิ่มโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 72 อีก 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลย 4 ปี จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว 2 ครั้ง ปรากฏตามใบแดงแจ้งโทษท้ายฟ้อง