เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะสามารถแก้ไขวิธีการบังคับค่าปรับจากจำคุกแทนค่าปรับตามกฎหมายเก่าเป็นกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ซึ่ง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลมีอำนาจกำหนดโทษเสียใหม่ได้เมื่อกฎหมายที่ใช้ในภายหลังแตกต่างกับกฎหมายในขณะกระทำความผิด แม้คดีถึงที่สุดแล้ว และการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 อัตรา 5 บาทต่อวันเป็นโทษที่เบากว่าการจำคุกแทนค่าปรับตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 18 อัตรา 1 บาทต่อวัน จึงชอบที่จะกำ
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ใช้วิธีการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 อัตรา 5 บาทต่อวัน
ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2499 วางโทษจำเลยคนละ 1 ปี ปรับคนละ 100 บาท และให้จัดการตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 18 หากไม่ชำระค่าปรับ ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2500 ประมวลกฎหมายอาญาเริ่มใช้บังคับ ศาลชั้นต้นออกหมายเหลืองเปลี่ยนเป็นกักขังแทนค่าปรับตามมาตรา 30 กำหนด 20 คนละ 20 วัน และวันที่ 18 มกราค
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571/2501พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายสุข สุวรรณคีรี ที่ 1 นายคา ดวงแสง ที่ 2จำเลย ป.อ. ศาลพิพากษาปรับ และให้บังคับตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 18 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะพิพากษาต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ใช้บังคับ ศาลย่อมกักขังแทนค่าปรับตามกฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย แม้คำพิพากษาที่ใช้กฎหมายเก่าจะถึงที่สุดไปแล้วก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้อง และจำเลยรับสารภาพว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจร และฐานฆ่ากระบือโดยไม่ได้รับอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2499 วางโทษจำเลยเมื่อลดแล้ว ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 18 และในวันเดียวกันนั้นเอง ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา (หมายเหลือง) ไปตามนัยดังกล่าวแล้วครั้นวันที่ 1 มกราคม 2500 ศาลชั้นต้นได้ออกหมายเหลืองอีกฉบับหนึ่ง เปลี่ยนเรื่อง ไม่ชำระค่าปรับเป็นให้กักขังแทนค่าปรับตามมาตรา 30 มีกำหนดคนละ 20 วัน และต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2500 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้ออกหมายใหม่ ใช้วิธีการกักขังแทนค่าปรับและถืออัตรา 5 บาทต่อ 1 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2500 เป็นต้นไปโจทก์อุทธรณ์คำสั่งว่า คดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจะแก้ไขคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนั้นอีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ออกหมายใหม่นั้นเป็นการมิชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์หักเงินแทนค่าปรับโดยคิดอัตราวันละ 1 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาต่อมาศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว จริงอยู่ตามธรรมดาเมื่อศาลใดได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใดไปแล้ว ศาลนั้นจะมีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษานั้นอีกหาได้ไม่