ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2501

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2501นายสวัสดิ์ ลือพืชน์โจทก์นางแห แจ้งพร นายสมพงษ์ สุกโชติรัตน์ ผู้เยาว์จำเลยโดยนายใส สุกโชติรัตน์ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. มารดาหญิงตกลงยกที่ดินมีโฉนดให้เป็นกองทุน ชายก็มีเงินเป็นกองทุน ดังนี้ เป็นสัญญาต่างตอบแทนไม่ใช่ให้โดยเสน่หา เมื่อสมรสแล้วชายฟ้องบังคับให้โอนโฉนดได้บุตรเขยฟ้องมารดาของภริยาให้โอนที่ดินกองทุนได้ไม่เป็นอุทลุมโจทก์สืบพยานได้ 4 ปาก ศาลสั่งงดไม่สืบพยานต่อไปพิพากษายกฟ้อง ในส่วนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าพยานเบิกความแตกต่างกันฟังไม่ได้ แต่โจทก์ยังขอสืบพยานในข้อเดียวกันและข้ออื่นอีก ศาลจะรู้ได้อย่างไรว่าพยานที่จะสืบต่อไปฟังไม่ได้ จึงต้องให้คู่ความสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่โจทก์ฟ้อง และยื่นคำร้องแก้ฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสมพงษ์ สุกโชติรัตน์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ว่าเมื่อเดือน 12 พ.ศ. 2489 โจทก์ได้ทำการสมรสกับนางหวลบุตรของนางแหจำเลยโจทก์เสียเงินสินสอด 600 บาท ค่าทองหมั้น 400 บาท ค่าเรือนหอ 1,000 บาท เงินกองทุน 500 บาท ฝ่ายนางแหจำเลยได้ยกที่นาโฉนดที่ 7946 เนื้อที่ 34 ไร่ 1 งาน 40 วา ตีราคาเป็นเงินกองทุน 500 บาท (เวลานี้มีราคา 9,000 บาท) ให้นางหวลในวันแต่งงานและได้จดทะเบียนสมรสไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาทะเบียนสมรสท้ายฟ้องนากองทุนนั้นจำเลยได้นำโฉนดมาทำสัญญามอบสละสิทธิครอบครองให้ไว้ต่อหน้าพยานหลักฐานในวันแต่งงาน จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา เมื่อเดือน 6 ปีนี้ จำเลยลอบเอาโฉนดรายนี้จะไปโอนให้นายใส นางพร แต่การโอนจะขัดข้องประการใดไม่ทราบ จำเลยจึงกลับไปทำพินัยกรรมให้กันไว้อีก โจทก์กับนางหวลได้ใช้สิทธิครอบครองทำนาตลอดมาจนบัดนี้ จำเลยกับพวกทราบว่าโจทก์ฟ้องแล้วเกรงจะ