ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2544บริษัท แซ็กเซิลเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดโจทก์นาย มารุต บุบผากลิ่น กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 368, ม. 680จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัทส. ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ดังนี้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 จะค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัท ย. และเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัท ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตามสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจำเลยที่ 1 ได้สั่งสินค้าแทนลูกค้า 9 ราย โดยลูกค้ามิได้สั่งสินค้า แล้วจำเลยที่ 1นำสินค้าดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นราคา 3,183,710.85 บาทอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,183,710.85บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เอาสินค้าของโจทก์ไปรวมเป็นเงิน 3,183,710.85 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคล สัญญาค้ำประกันจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่สามารถบังคับเอ