ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2545นาย บุญนะ แสนพยุงโจทก์นาย จำเริญ พงษ์ไพร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 237 ป.รัษฎากร ม. 118ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำไว้กับโจทก์จริงจึงไม่ต้องนำสัญญาจะซื้อขายมาแสดงฉะนั้นแม้หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไว้จริงโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5192 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 4 ไร่ 85 ตารางวาให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินมัดจำในวันทำสัญญา15,000 บาท ส่วนที่เหลือ 985,000 บาท โจทก์ตกลงจะชำระให้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 30 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฉ้อฉลจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 985,000 บาท จากโจทก์หากจำเ